รู้จักเห็นใจ….รู้จักความสุข

“เมื่อท่านรู้จักเอาใจใส่ความรู้สึกเป็นทุกข์ของพี่น้องและลงมือช่วยเหลืออย่างจริงใจ ท่านคือนักทำงานอิสลามที่มีประสิทธิภาพ”นี่เป็นการพูดถึงคุณสมบัติของนักดะวะฮฺ
ขอแจ้งต่อผู้ที่ถามหาความสุขมาชั่วชีวิตว่า มีเส้นทางไปสู่ความสุขสายหนึ่งซึ่งกว้างขวางมาก ไม่ต้องเบียดเสียดกันเดินนั่นคือ 
“การทำดีต่อสิ่งถูกสร้าง ด้วยหัวใจที่อิคลาสต่อผู้สร้าง”
 พระองค์ทรงเอ็นดูเมตตาเป็นพิเศษต่อบ่าวที่รู้จักสงสารบ่าวด้วยกัน พึงรู้ไว้เถิดว่า

อัลลอฮฺได้ให้หญิงโสเภณี 
ชาวบนีอิสรออีลคนหนึ่งเข้าสวรรค์ 
เพียงเพราะนางเอาน้ำให้สุนัข    
ที่กำลังกระหายดื่มด้วยความเวทนามั น แล้วรางวัลจะเป็นอย่างไรเล่า ถ้าผู้ศรัทธาที่ปฏิบัติอิบาดะฮฺฟัรฎูได้อย่างครบถ้วน รู้จักเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยการให้อาหารและน้ำแก่คนหิวโซ รู้จักปลดภาระความทุกข์ยากของพี่น้องที่ขัดสนและคับแค้นใจ
การให้ความช่วยเหลือแก่คนยากไร้ การเป็นที่พึ่งแก่คนอ่อนแอ รวมทั้งพี่น้องที่ไม่ใช่มุสลิมเป็นวิธีการทำงานอิสลามที่ได้ผล และให้ความสุขทั้งผู้ดะวะฮฺ และผู้ถูกดะวะฮฺ 
คุณลักษณะที่น่ายกย่องเช่นนี้อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า
และให้สิทธิผู้อื่นก่อนตัวของพวกเขาเอง ถึงแม้ว่าพวกเขายังมีความต้องการอยู่มากก็ตาม และผู้ใดได้รับการปกป้องจากความตระหนี่ที่อยู่ในตัวของเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จ (อัลหัชรฺ อายะฮฺที่ 9)………………………………………………………………………………………………………………………………………
กวีอาหรับท่านหนึ่งได้กล่าวถึง จิตใจที่เอื้อเฟื้อ ปรารถนาที่ช่วยเหลือสหายโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มีความว่า
แม้ตัวฉันจะอยู่ห่างไกลจากเพื่อน
 จากแผ่นดินของเขา
ฉันยังตั้งใจเสมอว่าจะช่วยเหลือ
และปลดเปลื้องความทุกข์ยากของเขา
จะตอบรับคำเชิญและเสียงเรียกหาของเขา
เมื่อเขาสวมเสื้อผ้าอันสวยงามฉันจะไม่พูดว่า
โอ้ท่านเอย จงมอบตัวที่เหลือให้ฉันเถิด
ช่างงดงามสำหรับความสุขที่เกิดจากความไม่เห็นแก่ตัว เกิดจากการได้ช่วยเหลือพี่น้องโดยไม่หวังผลประโยชน์ เกิดจากแบ่งบันที่ยิ่งให้ก็มีแต่จะยิ่งเพิ่ม

ดังนั้น 
จงอย่าเสียใจหากท่านเป็นคนสรุ่ยสุร่ายในการทำความดี เพราะความเสียใจที่แท้จริงนั้นอยู่กับการทำบาป แม้จะเป็นการทำเพียงหนเดียวก็ตาม

http://nujreemns.blogspot.com/2015/03/blog-post_12.html

สังคมกับการเป็นอยู่ของคนเรา

เมื่อมีใครได้มอบสิ่งของให้แก่เรา เราก็จะมอบสิ่งนั้นให้เป็นการตอบแทนแก่เขาเช่นกันเมื่อใครได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับเรา เราก็จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับคนนั้นเมื่อใครที่ได้ให้เกียรติแก่เรา เราก็จะให้เกียรติแก่เขา

แต่ ดร. อาอิฎ อัลก็อรนีย์ ได้กล่าวว่า :
อย่าได้ทำกับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นในความรัก เสียสละและมอบให้ ด้วยการกระทำเหมือนกับการซื้อขาย และการชั่งตวงซึ่งกำไรและขาดทุน แต่โปรดจงกระทำกับพวกเขาด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี ที่ใครเคยหักห้ามคุณด้วยสิ่งใด คุณก็จงมอบให้แก่เขา

คุณจะใช้ชีวิตในโลกนี้เพียงแค่ครั้งเดียว 

เมื่อคุณทำผิด คุณก็จะขอโทษเมื่อคุณคิดถึงใครสักคน คุณก็จะไปพูดกับเขาเมื่อคุณรักใครสักคน คุณก็จะพยายามอธิบายกับเขาให้กระจ่างชัด
และอย่าได้เป็นคนที่นิ่งเงียบ แต่จงทำให้ใคร ๆ ที่มองคุณ มีความปรารถนาอยากเป็นเหมือนคุณ
ใครที่เขารู้จักคุณ เขาจะขอดุอาอฺเพื่อมอบสิ่งที่ดีให้แก่คุณและใครที่เขาไม่รู้จักคุณ เมื่อเขาฟังเรื่องราวของคุณจากปากของคนอื่นแล้ว เขามีความปรารถนาอยากจะพบเจอกับตัวคุณ
——–
และใครได้พรมน้ำหอมด้วยมารยาทของเขา กลิ่นหอมของมันจะไม่มีวันหมดไปอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าตัวของเขานั้น ได้ถูกฝังอยู่ในกุโบร์แล้วก็ตาม
.
บทความดี ๆ จากเพจ : اقوال اعجبتني••مما قرأت


ยืนหยัด…อย่างมีหิกมะฮ

เวลาที่คุณเชิญชวนผู้คน(ไปสู่ความดี)ตักเตือนใครแแล้ว พวกเขาบอกคุณว่าให้สนใจเรื่องของคุณเองดีกว่าให้บอกพวกเขาไปว่าคุณ ก็คือเรื่องของผมเพราะผมจะถูกสอบสวน(ในวันแห่งการตัดสิน)เกี่ยวกับการนิ่งเงียบของผม
– ดร.ซากิร ไนค์ –
————————เมื่อสถานภาพ ความคิด หรือ การปฎิบัติตน
มันอ่อนกำลังลง เราอาจถูกเตือน จากคนคนนึ่ง 
ซึ้งแน่แท้ ถ้าเค้าไม่ห่วง เค้าจะไม่พูด จงเข้าใจไว้
เราคือ คน มีนัฟซู อยู่ ในใจ กาย นั้นปกติ 
แต่เราจะอยู่ อย่างปกติ หรือ ลด เพิ่ม เราเอง ที่รู้
แต่เมื่อ มีแรงมากระตุ้น ให้เรา ชุกคิด นั้น ขอจงขอบคุณ
อย่างด้านลบ เพราะไม่มีใครกล้า ยุ้งเรื่องใคร เพราะถ้าเค้า ไม่ห่วง
หรือหวังดี บางครั้ง การตักเตือน อาจมาไม่นิ่มนวลชวนฝัน 
เห็นจะเป็นแบบนั้น อย่าตีค่า ความดีโดย มองข้ามความดี
—————-ขอเป็นกำลังใจแด่คนทำงานอิสลามที่กำลังท้อถอย หรือเหน็ดเหนื่อย.ด้วยคำกล่าวของ เคาะลีฟะฮฺอุมัร บิน อับดุลอะซีซ.ครั้งที่มีผู้มาถามท่านด้วยความห่วงใยจากการตรากตรำในภารกิจว่า เมื่อใดกันที่ท่านจะหยุดพัก.เคาะลีฟะฮฺอุมัร บิน อับดุลอะซีซ กล่าวว่า….”ไม่มีที่พักผ่อนใดๆ สำหรับบ่าว (ที่ศรัทธา) ยกเว้น ณ ใต้ต้นไม้ ‘ฏูบา’ (Tuba)”

—– พักผ่อนใต้ต้นไม้ … ในสวรรค์ อินชาอัลลอฮฺ  —

* บทความดีๆจาก อิสลาม คือ สันติภาพ *

เธอ…ดุจดั่งไข่มุกที่มีเกียรติ

มุสลีมะฮ…
เกียรติของเธอนั้น….สูงค่าอย่าปล่อยให้มันไร้ค่า
มุสลีมะฮ….
ชีวิตเธอนั้น มีค่าดังนั้น….อย่าทำให้มันสูญค่า
ฮิญาบบนหัว…คือ อาภรณ์ที่ล้ำค่าเปรียบดั่ง เพชรอนินจาที่ล้ำค่ากว่าสิ่งใด
จงสวมใส่มันทุกครั้งที่ออกเดินทางร่างสวยนั้นจงปกปิดให้มิดชิดอย่าให้ชายใดเข้ามาสะกิดหรือมองแล้วติด

เพราะฟิตนะห์มีอยู่ล้อมริบเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งสติเพราะชัยตอนมันมีแผนที่ช่างคิดพร้อมจะทำให้เรานั้นหลงผิดมันมีความสุขกับชีวิตเมื่อใดที่เห็นเราเดินบนเส้นทางที่ผิดๆ
ดังนั้น…..
อย่าให้มันหลอกเราด้วยเสื้อผ้าที่ฟิตๆ
เพราะนั่นคือการขาดทุนทั้งชีวิต และทำลายเกียรติทีละนิดๆเสมือนเศษชิ้นขยะหรือสินค้าที่โชว์ไว้ติดๆสักวันหนึ่ง…ก็ร่วงหล่นไม่มีใครต้องการ. . .
จนไร้ค่าในที่สุด

————-#แด่ทุกหัวใจ
#จงรักษาเกียรติ
……………………..
บทความดีๆจาก : โลกอิสลาม (The Islamic World)

เตาบะฮ.คือ ความหวังและความเมตตา

เราจะปล่อยให้ชีวิตของเรา “เปื้อนบาป” อีกนานแค่ไหนกัน…?
เราจะปล่อยให้ชีวิตของเรา “อยู่กับการฝ่าฝืนกับอัลลอฮฺ” อีกนานแค่ไหนกัน..?
หรือเราจะรอ…ให้อัลลอฮฺ ลงโทษเราก่อน เอาชีวิตเราไปก่อน หรือ ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันตกก่อน หรือเปล่า..?
อัลลอฮฺกางพระหัตของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน…ไหนล่ะบ่าวของอัลลอฮฺ ที่จะกลับไปหาอัลลอฮฺ…เราจะรอให้อีกนานแค่ไหนถึงจะ สำนึกตัว เตาบะฮฺตัว…
ทั้งๆ ที่ ความเมตตาของอัลลอฮฺมาถึงพวกเราตลอดเวลา
เตาบะฮฺ คือ “ความหวังของพวกเราทุกคน”และเป็น “ความเมตตาของอัลอลฮฺ” ที่มอบให้กับบ่าวของพระองค์ทุกคน.
ดังนั้น
จงรีบสู่การ เตาบะฮฺตัว
อินชาอัลลอฮฺ.

บทความดีๆจาก: นายแพทย์มูฮำหมาด ละใบจิ

แม่สอนลูกเรื่องการใช้ชีวิตในอิสลาม

ลูกเอ๋ย…..เจ้าจงฟัง

แม่คงสอนให้ลูกฉลาดไม่ได้

ลูกต้องเรียนรู้และฉลาดด้วยสติปัญญาของลูกเอง

เพราะพระองค์ได้ทรงประทานมาให้ลูกแล้ว

ลูกเอ๋ย………..

แม่อยากให้ลูกคิดและมองโลกในแง่ดี

อย่าคิดว่าใต้ฟ้านี้มีแต่เรื่องทำไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้

หัดคิดบวกไว้แหละดีเพราะกำลังของลูกนั้นมาจากพระองค์

และพระองค์คือผู้ทรงกระทำให้ทุกอย่างสำเร็จ

ลูกเอ๋ย………..

แม่อยากให้ลูกรำลึกถึงพระองค์

เมื่อไหร่ที่ลูกรำลึกถึงพระองค์

เมื่อนั้นลูกจะรู้ว่าชีวิตนี้มีคุณค่า

ลูกเอ๋ย………..

แม่อยากให้ลูกพูดแต่เรื่องดีๆ พูดแต่เรื่องสวยงาม

จงเป็นคนสุดท้ายที่ให้ร้ายคนอื่น

แต่จงเป็นคนแรกที่ให้กำลังใจและชื่นชม

เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่พระองค์ทรงพึงพอพระทัย

ลูกเอ๋ย…………..

แม่อยากให้ลูกทำเรื่องแปลกๆ

ลูกไม่จำเป็นต้องไปเดินตามชีวิตของใคร

จงเป็นตัวของตัวเอง

เพราะพระองค์ทรงสร้างลูกมาตามแบบที่พระองค์อยากให้เป็น

สุดท้าย…..ลูกเอ๋ย

เจ้าจงอดทนให้มาก

ลูกต้องเรียนรู้ว่าลูกไม่มีทางได้ทุกอย่างที่ลูกหวังไว้

อดทนและอย่าได้เสียกำลังใจ

อย่าท้อและขอให้เริ่มใหม่อย่างมีพลัง

เมื่อไหร่ที่เจ้าอ่อนแอ

ลูกเอ๋ย…จงดุอาอ์

เพราะกำลังนั้นไม่ได้มาจากไหนเลย

แต่มาจากพระเจ้าผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง

โดย อะฮ์ลุลบัยต์คิดส์

ความรักในอิสลาม

14 กุมภาพันธ์ คือวันแห่งความรัก ที่ทั่วทั้งโลกจะให้ความสำคัญกับวันแห่งความรักนี้ คือวันวาเลนไทน์ อะฮ์ลุลบัยต์ ดอทโออาร์จี จึงใคร่นำเสนอเรื่องความรักในทัศนะของอิสลาม ว่าจริงๆ แล้วความรักที่แท้จริง ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์โหยหาอยู่ลึกๆ ภายในนั้นคืออะไร ความรักที่เป็นนิรันดร เป็นรากฐานแห่งการใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบในทุกๆ สังคม และจะนำมาซึ่งความผาสุขทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า คือความรักแบบไหน

แนวคิดเกี่ยวกับความรักเป็นแนวคิดที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในอิสลาม ข้อเท็จจริงนี้แสดงเห็นได้ชัดเจนในหลักปรัชญาของอิสลาม หลักศาสนา หลักความเร้นลับ และหลักศีลธรรม ในบางแง่มุมความรักมีบทบาทที่สำคัญยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกำหนดทัศนคติของอิสลามในความสัมพันธ์ระหว่างพระผู้เป็นเจ้าและจักรวาล และโดยเฉพาะระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับมนุษย์

ความรักคือสิ่งสำคัญอย่างลึกซึ้ง ความรักคือหัวใจหลักของอิสลามจนนับว่าเป็น “การยึดถือศาสนาอย่างมั่นคงที่สุด” และ “ความศรัทธาหาใช่อื่นใดไม่ นอกจากการมีความรักเพื่อพระผู้เป็นเจ้า และเกลียดเพื่อพระผู้เป็นเจ้า”

อิบนฺ อับบาส ได้รายงานว่า ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ.) ได้กล่าวว่า ความศรัทธาที่เข้มแข็งที่สุดคือความจริงใจเพื่ออัลลอฮฺ การเกลียดเพื่ออัลลอฮฺ(ตะบัรรอ) การรักเพื่ออัลลอฮฺ(ตะวัลลา) และการละทิ้งเพื่ออัลลอฮฺ”

คนมักจะคิดกันว่าเราไม่ควรมีความเกลียดชังเลย คนเหล่านี้คิดเอาว่าบุคลิกภาพที่ดีเลิศประเสริฐศรีและ “การมีไมตรีจิต” คือการถือว่ามนุษย์ทุกคนคือเพื่อนของเรา แน่นอนว่าอิสลามได้สอนให้มุสลิมมีความรัก และมีความเมตตาด้วยความจริงใจต่อพวกเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ศรัทธาในอิสลาม และพระผู้เป็นเจ้าก็ตาม

แต่อย่างไรก็ตาม มันเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลผู้มีหลักศีลธรรม และอุทิศชีวิตจิตใจเพื่อค้นหาคุณค่าที่สูงส่งนั้นจะไม่ใส่ใจต่อความชั่วร้าย และการกระทำที่กดขี่ของผู้กระทำผิดจนถึงขนาดผูกมิตร และรักใคร่กับพวกเขาได้ทุกคน บุคคลเช่นนั้นย่อมจะต้องมีศัตรูอย่างแน่นอน ไม่ว่าเขาจะชอบหรือไม่ก็ตาม ในสังคมจะมีทั้งคนดี และคนเลวอยู่ด้วยเสมอ ความดี และความชั่วเป็นสองขั้วที่ตรงข้ามกัน การดึงดูดเข้าหาความดีจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ถูกผลักใสจากความชั่ว

เมื่อมนุษย์สองคนมีความสนใจดึงดูดซึ่งกันและกัน และหัวใจของพวกเขาก็เรียกร้องที่จะผูกมิตร และร่วมทางกัน เราควรมองดูเหตุผลสำหรับเรื่องนั้น เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความเหมือน และคล้ายคลึงกัน ถ้าหากไม่มีความเหมือนกันระหว่างบุคคลทั้งสอง พวกเขาก็จะไม่ดึงดูดซึ่งกันและกัน และไม่อยากเป็นมิตรกัน เช่นเดียวกับนกที่เรียกฝูงของมัน นกชนิดเดียวกันก็จะบินตามกันไป

ฟูดัยล์ อิบบนฺ ยาซิร ลูกศิษย์คนหนึ่งของอิมามญะอฺฟัร ศอดิก (อ.) ได้ถามท่านอิมามว่า “ความรัก และความเกลียดชังเกิดมาจากความศรัทธาใช่ไหม? ท่านตอบว่า “ความศรัทธาคือสิ่งอื่นใดนอกจากความรัก และความเกลียดชังหรือ?”

อิมามมุฮัมมัด บากิร(อ.) กล่าวว่า “ศาสนา (ดีน) คือความรัก และความรัก คือศาสนา”

คำกล่าวและคำสอนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความรักมีบทบาทสำคัญ และมีความหมาย ดังนั้นเราจึงควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดเพื่อค้นหาความหมายที่แท้จริงของความรักในอิสลาม

บางคำถามอาจเกิดขึ้นในหัวใจ ความรักแบบไหนที่อิสลามได้เน้นย้ำเอาไว้? ใครควรได้รับความรักที่พิเศษเช่นนี้? ทำไมผู้ศรัทธาจึงต้องมีความรักแบบนี้ และมีไว้เพื่อจุดมุ่งหมายใด?

ในอิสลาม ความรักสามารถจำแนกได้อย่างกว้างๆ ดังนี้คือ

1- ความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า

2-ความรักต่อศาสดามุฮัมมัดและวงศ์วานอะฮฺลุลบัยตฺ(สมาชิกครอบครัว)ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) 

3-ความรักต่อผู้ศรัทธา

ความรักต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)  ความรักต่อพระผู้เป็นเจ้าคือรากฐานของความศรัทธาในอิสลาม

อิมามอะลี (อ.) มักจะใช้เวลาอยู่กับลูกๆ ของท่านเสมอ ครั้งหนึ่งท่านนั่งอยู่ในบ้านพร้อมกับลูกๆ ของท่าน ท่านหญิงซัยนับ (อ.) ถามท่านว่า “พ่อจ๋า พ่อรักหนูไหม?” อิมามอะลี(อ.) ตอบว่า “รักสิลูก ลูกๆ ของพ่อเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของหัวใจพ่อ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านหญิงกซัยนับ (อ.) กล่าวว่า “พ่อรักอัลลอฮฺด้วย ความรักสองอย่างจะอยู่ในหัวใจของผู้ศรัทธาได้อย่างไร ความรักต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) และความรักต่อลูกๆ?”

อิมามอะลี(อ.) ยิ้มแล้วตอบว่า “รักอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และรักในสิ่งที่อัลลอฮฺรักด้วย พระองค์รักสิ่งที่พระองค์สร้าง คือเด็กๆ และผู้ปฏิบัติตามพระองค์ด้วยเช่นกัน พ่อรักลูกเพื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)”

ด้วยเหตุนี้ ความรักต่ออัลลอฮฺจึงเป็นรากฐานของความศรัทธาในอิสลาม รากฐานที่มนุษย์ต้องยึดมั่นอยู่ในหลักศรัทธาของเขา ในหัวใจดวงหนึ่งจึงไม่สามารถเลือกผู้เป็นที่รักสองคนได้

อีกตัวอย่างหนึ่งของความรักอย่างลึกซึ้งต่อพระผู้เป็นเจ้าคือ อิมามฮุเซน(อ.) ผู้ซึ่งได้กล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺ ฉันได้ทิ้งโลกนี้ไปด้วยความรักต่อพระองค์ ฉันพร้อมที่จะทำให้ลูกๆ ของฉันเป็นกำพร้าด้วยความารักต่อพระองค์ หัวใจของฉันไม่อาจหันไปหาผู้อื่นใดนอกจากพระองค์ ถึงแม้พระองค์จะทรงสับร่างของฉันเป็นชิ้นๆ ด้วยความรักต่อพระองค์”

ทำไมต้องรักอัลลอฮฺ(ซ.บ.)?

เหตุผลที่เราต้องมีความรักต่ออัลลอฮฺนั้นก็เพราะ ประการแรกพระองค์คือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงคุณค่า สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง และงดงามอย่างไม่สิ้นสุด ดังนั้น มนุษย์ที่มีธรรมชาติในความปรารถนาต่อคุณค่า ความงดงาม และความสมบูรณ์แบบจึงมีความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า

ประการที่สอง โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์จะรักคนที่ทำความดีให้แก่พวกเขา พวกมนุษย์จะซาบซึ้งต่อความเมตตาปรานีและความช่วยเหลือต่อพวกเขา ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) กล่าวไว้ว่า “จงรักอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพราะพระองค์ได้ทำความดีให้แก่พวกท่าน และพระองค์ทรงประทานความเมตตาแก่พวกท่านอย่างมากมาย”

ผู้ศรัทธาที่เริ่มการเดินทางของจิตวิญญาณเพื่อไปสู่พระผู้เป็นเจ้านั้น จะต้องสำนึกถึงความโปรดปรานที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เขาอย่างมากมาย ด้วยการสนับสนุนช่วยเหลือในความสามารถของเขา ทำให้การเดินทางของเขาดำเนินต่อไปด้วยความสะดวก เขาจะสำนึกรู้ได้ว่าทุกๆ ความดีงามนั้นล้วนมาจากพระผู้เป็นเจ้า ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในอัล-กุรอาน

“ความดีใด ๆ ที่ประสบแก่เจ้านั้นมาจากอัลลอฮฺ  และความชั่วใด ๆ ที่ประสบแก่เจ้านั้นมาจากตัวของเจ้าเอง…” (อัล-กุรอาน 4/79)

ความรักที่แท้จริงต่อพระผู้เป็นเจ้านั้น จะเป็นตัวกระตุ้นให้เขากระทำความดีอย่างดีที่สุด ความมีเหตุผลและธรรมชาติกำหนดไว้ว่า ถ้าใครที่รักพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว เขาก็จะกระทำในสิ่งที่ทำให้พระผู้เป็นเจ้าพึงพอพระทัย

จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮ์ ก็จงปฏิบัติตามฉันอัลลอฮ์ก็จะทรงรักพวกท่านและจะทรงอภัยให้แก่พวกท่านซึ่งโทษทั้งหลายของพวกท่านและอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” อัล-กุรอาน 3/31)

โองการนี้ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ภายในระหว่างความรัก ที่มีอยู่ภายใน และการกระทำตามแบบอย่างของศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ซึ่งเป็นการกระทำที่ปรากฏออกมา และมันยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีความรักต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว เขาก็จะเมินเฉยต่อกฎเกณฑ์ของศาสนาไม่ได้เลย

 แหล่งอ้างอิง http://www.ahlulbait.org/main/content.php?category=5&id=294

มีสักครั้งไหมที่เธอรู้สึก ท้อแท้

มีสักครั้งไหมที่เธอรู้สึก ท้อแท้…รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองไร้หนทางออก 
ปัญหามากมาย…เข้ามาในชีวิต…จนเธอตั้งรับไม่ทัน… หันไปทางไหน..ก็รู้สึกหดหู่…ไร้หนทางออก… หรือบางครั้งที่….พยายาม ฮึดต่อสู้ขึ้นมา… บอกตัวเองให้เข้มแข็ง อีกครั้ง…. 
แต่สิ่งที่ได้รับ…มันกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า….ความท้อที่มีอยู่แล้ว…กลับยิ่งทวีมากขึ้นไปอีก… 
ฉันหวังว่า…เธอคงไม่รู้สึกท้อ…จนเลิกที่จะต่อสู้หรอกนะ…. เพราะฉันรู้…ว่าเธอก็เป็นคนหนึ่ง…ที่ศรัทธา…ที่อาจจะเผลอหลงลืมไปบ้าง…กับคำกล่าวที่ว่า… 
لاَ يكَلِّف اللّه نَفْساً إِلاَّ وسْعَهَا لَهَا مَا كَسَبَتْ وَعَلَيْهَا مَا اكْتَسَبَتْ رَبَّنَا لاَ تؤَاخِذْنَا إِن نَّسِينَا أَوْ أَخْطَأْنَا رَبَّنَا وَلاَ تَحْمِلْ عَلَيْنَا إِصْراً كَمَا حَمَلْتَه عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِنَا رَبَّنَا وَلاَتحَمِّلْنَا مَا لاَ طَاقَةَ لَنَا بِهِ وَاعْف عَنَّا وَاغْفِرْ لَنَا وَارْحَمْنَا أَنتَ مَوْلاَنَا فَانصرْنَا عَلَى الْقَوْمِ الْكَافِرِينَ 
อัลลอฮไม่ทรงวางภาระให้แก่มนุษย์ด้วยความรับผิดชอบที่หนักเกินกว่าที่เขาจะแบกรับได้ ทุกคนจะได้รับผลแห่งความดีที่เขาได้ขวนขวายไว้ และจะได้รับผลตอบแทนแห่งความชั่วที่ที่เขาได้กระทำไว้ 
กับปัญหาที่เราเจอ…กับความเลวร้ายของชีวิตที่เธอรู้สึก…ขอให้พึงตระหนักไว้เถิดว่า…ทุกสิ่งที่เธอประสบนั้น..มันคือบททดสอบความอดทนบ่าวของพระองค์ก็เท่านั้น…และทุกปัญหา…ทุกความเลวร้ายที่เธอรู้สึก…ที่ผู้ทรงรอบรู้ได้มอบให้แก่ชีวิตของเธอนั้น…เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงรู้…ว่าเธอจะผ่านพ้นมันไปได้…เพราะพระองค์จะไม่วางภาระใดเกินที่บ่าวของพระองค์จะรับไว้ได้นั่นเอง 

ถึงแม้ว่า…มันช่างยากเย็น…กับการที่จะผ่านพ้นไป… ถึงแม้ว่า…ไม่มีเพื่อนคนไหน…ที่จะช่วยเธอได้เลย ถึงแม้ว่า…ไม่มีคนในครอบครัวคนใด…จะแก้ไขปัญหาให้เธอได้แต่พึงระลึกไว้เถิดว่า……….. 
وَمَن يَتَّقِ اللَّهَ يَجْعَل لَّه مَخْرَجاً และผู้ใดยำเกรงอัลลอฮ์ พระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขา 

หากเธอไม่เหลือใครในโลกนี้ที่เธอ…ปรึกษาได้… หากเธอไม่เหลือใครในโลกนี่ทีเธอ…ขอความช่วยเหลือได้… หากเธอไม่เหลือใครในโลกนี้ที่เธอ…บอกเล่าความทุกข์ยากได้… 
หากเธอละอายที่จะร้องไห้…ต่อหน้ามนุษย์… หากเธอไม่กล้าที่จะแสดงความอ่อนแอ…ต่อหน้าใคร หากเธอลืมไปแล้ว…ว่าจะเริ่มต้นขอความช่วยเหลือ…จากมนุษย์ควรทำยังไง 
ฉันหวังว่า….เธอคงระลึกได้…. 
และ…เธอ…คงรู้ใช่ไหม… ? 
ว่า….เรามีผู้ทรงเมตตาที่ทรงช่วยเหลือเราซึ่งเป็นบ่าวของพระองค์เสมอ 
ใช้สองมือ…หนึ่งหัวใจ….บอกเล่ากับพระองค์… ก้มหน้าลง…แล้วขอความช่วยเหลือ…. ผู้ที่เมตตาเราเสมอ…ตั้งแต่ที่เราก่อกำเนิดขึ้นมา… 
แล้วเธอจะรับรู้ได้ว่า… 
เราโชคดี….ที่มีอิสลาม…ให้เราได้รู้จัก 

บทความจาก : fityaulhaq.netอ้างอิง http://www.dek-d.com/board/view/2779691/