ไม่อยากเหนื่อยฟรี !

โดย อาจารย์อีซา ภู่เอี่ยม

          การใช้ชีวิตของเราในโลกใบนี้ มักจะได้ยินพูดกันเสมอว่าเต็มไปด้วยความยากลำบาก จากการต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว ต้องเรียนรู้ ต้องทำงาน เพื่อหาปัจจัยในการดำรงชีพ บางคนอยากมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ให้เหมือนๆ กับคนอื่นหรือมากกว่าคนอื่น เขามีอะไร เราต้องมีสิ่งนั้นให้เหมือนเขาก็เลยต้องหาหนทางเพื่อให้ได้เงินมา เพื่อสนองความต้องการ ความอยากได้อยากมี จนเกือบไม่มีเวลาพักผ่อน กินอยู่หลับนอนไม่เป็นเวลา เหนื่อยแล้วเหนื่อยอีก ร่างกายยังสู้ไหวก็ดีไป แต่ถ้าสู้ไม่ไหวล้มป่วย ก็ต้องรักษา หมดมากหมดน้อยก็ว่ากันไป

ถาม : ว่าผิดไหมที่ทำแบบนี้

           ตอบ ; ว่าไม่ผิด หรือผิด ก็ขึ้นอยู่กับว่า สิ่งที่ทำนั้น อยู่ในขอบเขตที่อิสลามกำหนดไว้หรือไม่ ถ้าอาชีพหรือการแสวงหาปัจจัย หรือความเป็นอยู่ออกนอกแบบ หรืออกนอกขอบเขตที่อิสลามกำหนด อันนี้มีปัญหา เป็นอันตราย และเหนื่อยฟรี แน่นอน 

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาว ตรัสไว้ในซูเราะฮฺ อัลกะฮ์ฟฺ อายะฮฺที่ 103 – 104 ว่า

     “จงกล่าวเถิดว่า (มุฮัมมัด) จะเอาไหม? เราจะแจ้งแก่พวกเจ้าถึงบรรดาผู้ที่ขาดทุนยิ่งในการงาน คือ บรรดาผู้ที่การขวนขวายของพวกเขาสูญเปล่า ในการมีชีวิตในโลกนี้ และพวกเขาคิดว่า แท้จริง พวกเขาได้ปฏิบัติดี (ถูกต้อง) แล้ว”

(อัลกะฮ์ฟฺ 18 : 103 – 104)

          คำสอนที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงใช้ให้มนุษย์กระทำนั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อตัวมนุษย์เองทั้งสิ้น ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า หากว่าเขาได้ยึดมั่น และหมั่นฝึกฝน คิด พูดทำให้เป็นประจำ และตระหนักเสมอว่า ทุกคำสอนนั้น นำไปสู่ผลที่ดีงาม คือ การมีชีวิตที่มีความสุขในโลกนี้ ไม่หนักอกหนักใจ ไม่ท้อแท้เหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องตามล้างตามแก้ และไม่ตกอยู่ในข่ายของความขาดทุนอย่างแน่นอน และสิ่งที่จะได้รับเป็นรางวัลอันเป็นยอดปรารถนาของมุสลิม มุอฺมินทุกคนที่ปฏิบัติได้เช่นนี้คือการได้รับความพอพระทัยจากพระองค์อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

     “ขอสาบานด้วยเวลาอัศริ (เวลาเย็น) ว่ามนุษย์ทั้งผอง อยู่ในข่ายของความขาดทุน เพราะลุ่มหลงในโลกีย์

     ยกเว้นคนที่มีศรัทธาตามหลักอิสลามและประกอบคุณงามความดีตามที่อัลลอฮฺทรงกำหนด

     และได้สั่งเสียกันและกัน ให้ยึดมั่นต่อหลักสัจธรรม และสั่งเสียกันและกัน ให้ยึดมั่นต่อหลักขันติธรรมเท่านั้น”

(อัลอัศริ 103 : 1-3)

          จะเห็นได้ว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงสาบานต่อเวลาอัศริ (เวลาเย็น) เพื่อยืนยันว่า มนุษย์นั่นเหนื่อยแน่ ขาดทุนแน่ หากเขาลุ่มหลงหรือปล่อยตัวปล่อยใจตามอารมณ์ เพื่อหาความสุขสมหวังในโลกใบนี้ โดยไม่คำนึงถึงคำสอนตามหลักอิสลาม เว้นเสียแต่ว่า

1. มีศรัทธาตามหลักอิสลาม

2. ประกอบความดีตามที่อัลลอฮฺทรงกำหนด

3. สั่งเสียกันและกัน ให้ยึดมั่นต่อหลักสัจธรรม

4. สั่งเสียกันและกัน ให้ยึดมั่นต่อหลักขันติธรรม

อีกอายะฮฺหนึ่ง พระองค์ตรัสไว้ในซูเราะฮฺ อัลกะฮ์ฟฺ อายะฮฺที่ 110 ว่า

     “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า แท้จริง ฉันนั้นเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกท่าน มีวะฮีแก่ฉันว่า แท้จริง พระเจ้าของพวกท่านนั้น คือ พระเจ้าองค์เดียว

     ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้เป็นเจ้าของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี และอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย”

(อัลกะฮ์ฟฺ 18 : 110)

     เพราะฉะนั้น ผู้ใดหวังที่จะได้รับผลบุญการตอบแทน และกลัวการลงโทษของพระองค์ ต้องปฏิบัติ ดังนี้ 

1. ต้องเชื่อมั่นว่า พระเจ้ามีองค์เดียว คือ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

2. ต้องอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระองค์

3. ต้องประกอบการงานที่ดีตามที่อัลลอฮฺกำหนด

ต่อมา พระองค์ก็มีคำสอนไว้ในซูเราะฮฺเดียวกันนี้ อายะฮฺที่ 107 ว่า

     “แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบคุณงามความดี สำหรับพวกเขานั้น คือ สวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาว์สฺ (สวรรค์ชั้นสูงสุด และยอดเยี่ยมที่สุด) เป็นที่พำนัก”

(อัลกะฮ์ฟฺ 18 : 107)

          ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะปฏิบัติตามคำสอนของอิสลามได้หรือไม่ อยู่ที่ตัวคุณเองว่า มีศรัทธาอย่างแท้จริง และมีความจริงใจต่ออัลลอฮฺหรือเปล่า ได้มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้ยอมรับคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามที่อิสลามกำหนด และประพฤติปฏิบัติตามด้วยความยินดีหรือเปล่า มีความสม่ำเสมอหรือไม่

          อิสลามได้ให้ความสำคัญต่อหัวใจ หรือจิตใจ หากจิตใจดี ก็จะทำให้อย่างอื่นดีตาม อย่างอื่นที่ว่าก็คือ สมองก็คิดดี ร่างกายก็ปฏิบัติดี นิสัยก็ดี มีจรรยามารยาท ท้ายที่สุด ตัวตนของคุณก็จะเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม และเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่วไปว่าเป็นคนดี เป็นที่เคารพนับถือ แต่ถ้าหัวใจ หรือจิตใจมีแต่ความไม่ดี ก็ส่งผลให้อย่างอื่นไม่ดีไปด้วย สมองก็คิดและมีแต่สิ่งไม่ดี คำพูดก็พูดไปตามความคิดที่ไม่ดีนั้น แล้วที่สุดก็ทำสิ่งไม่ดีนั้น จะเป็นภัยต่อตัวเอง ต่อสังคม พากันเดือดร้อนไม่รู้จักหยุด เพราะหัวใจและจิตใจคิด หรือมีแค่สิ่งไม่ดี

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีคำสอนในเรื่องหัวใจ หรือจิตใจไว้ว่า

     “พึงทราบเถิดว่า แท้จริง ในร่างกายนั้น มีเนื้ออยู่ก้อนหนึ่ง เมื่อเนื้อก้อนนี้ดี ร่างกายก็ดีตาม แต่ถ้าเนื้อก้อนนี้เสียร่างกายก็เสียตาม เนื้อก้อนนั้นก็คือ หัวใจ”

(บันทึกโดย อิมาม มุสลิม)

          หัวใจในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายถึง คือ “จิตใจ” ถ้าจิตใจดี คิดดี ทำดี ตัวตนของคุณก็จะเป็นที่ยอมรับของสังคมว่าคุณ คือ คนดีแต่ถ้าจิตใจไม่ดี คิดไม่ดี ทำสิ่งไม่ดี นิสัยไม่ดี สิ่งที่เป็นตัวตนของคุณในสภาพอย่างนี้ สังคมจะไม่ยอมรับแน่นอน แล้วเมื่อนั้น ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นกับคุณอย่างแน่นอน 

          ถ้าสิ่งไม่ดีที่คุณพูดไป ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนไม่สบายใจ หรือได้รับความเสียหาย อาจถูกฟ้องร้องต้องโดนกฎหมายบ้านเมืองเอาผิด ถ้าสิ่งไม่ดีที่คุณทำ ลักเล็กขโมยน้อย ทำร้ายตบตี ข้าฟันผู้อื่น ก็ต้องถูกฟ้องรองเอาผิด หนีไม่พ้นกฎหมายแน่นอน

          เพราะฉะนั้น จิตใจจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดตามคำสอนของอิสลาม ห้ามยึดติด หรือให้ความสำคัญกับอย่างอื่นจนเกินขอบเขตที่อิสลามกำหนด ทุกเรื่องที่จะคิด จะทำ หรือแม้แต่นิสัยใจคอ ก็ต้องให้อยู่ในขอบเขตที่อิสลามกำหนดแล้วคุณจะไม่ขาดทุน ไม่เหนื่อยฟรี

1. เชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺ ไม่เหนื่อย } เชื่อคนอื่น เหนื่อย

2. ตามหน้าที่ ไม่เหนื่อย } เอาหน้า เหนื่อย

3. จริงใจ ไม่เหนื่อย } เสแสร้ง เหนื่อย

4. สร้างมิตร ไม่เหนื่อย } สร้างศัตรู เหนื่อย

5. เอื้ออาทร ไม่เหนื่อย } เห็นแก่ตัว เหนื่อย

6. มิตรภาพ ไม่เหนื่อย } ผิดใจกัน เหนื่อย

7. ตรงไปตรงมา ไม่เหนื่อย } ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เหนื่อย

8. ยิ้มง่าย ไม่เหนื่อย } โกรธง่าย เหนื่อย

9. เจ็บกาย ไม่เหนื่อย } เจ็บใจ เหนื่อย

ที่มา : อนุสรณ์งานประจำปี โรงเรียนมุสลิมวิทยาคาร 16 มกราคม 2559

ผลบุญของการละหมาดญะนาซะฮฺ

โดย เชคอาลี อีซา ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ

มีรายงานจากท่านเซาบาน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า 

“ผู้ใดละหมาดให้แก่ผู้ตาย (ญะนาซะฮฺ) เขาจะได้รับผลบุญมีน้ำหนักเท่า หนึ่งกิร็อฏ 

และถ้าเขาไปร่วมฝังศพก็จะได้รับผลบุญเท่ากับ สองกิร็อฏ

(ผลบุญ หนึ่งกิร็อฏ มากมายยิ่งใหญ่เท่ากับภูเขาอุฮุด)

(บันทึกโดยมุสลิมและอิบนุมาญะห์)

 คำอธิบาย 

          ฮะดิษนี้เกี่ยวกับบทบัญญัติอิสลาม บทบัญญัติอิสลามเป็นบทบัญญัติที่สมบูรณ์แบบ ที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงกำหนดมาเพื่อให้มนุษย์มีความสงบสุข มีความอบอุ่นใจ ดังนั้น อิสลามจึงเป็นบทบัญญัติที่มาเพื่อมวลมนุษยชาติโดยแท้จริง เพราะอิสลามสมบูรณ์แบบในทุกด้าน และครอบคลุมในทุกด้าน โดยไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของเวลาหรือสถานที่ แต่กระนั้นก็ตาม ใช่ว่าสังคมมนุษย์จะยอมรับนับถืออิสลามทั้งหมดก็หาไม่

          อิสลามกำหนดให้มุสลิมปฏิบัติดีกับเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม การทำดีต่อผู้ที่อยู่ใกล้ชิด เช่นเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมทางเหล่านี้เป็นข้อกำหนดที่อยู่ในบทบัญญัติอิสลามทั้งสิ้น

           สำหรับหน้าที่ที่มุสลิมจะต้องปฏิบัติด้วยกันนั้นมีหลายประการ บางฮะดิษระบุว่ามี 5 ประการ บางฮะดิษระบุว่ามี6 ประการ และบางฮะดิษระบุว่ามี 7 ประการ อาทิเช่น การเยี่ยมเยือนผู้ป่วย ฯลฯ เป็นต้น

          การเจ็บป่วยนั้น บางคนก็หายเร็ว บางคนก็กลับไปหาอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา การที่อิสลามกำชับให้เราไปยี่ยมคนป่วยนั้น ไม่ใช่ใช้ให้ไปเยี่ยมเฉพาะเวลาเจ็บป่วยเท่านั้น หากแต่อิสลามยังกำหนดให้เราไปละหมาดญะนาซะฮฺแก่เขาเมื่อเขาตายอีกด้วย

          เมื่อเราพูดเรื่องละหมาด เราต้องคำนึงว่า การละหมาดมีความสำคัญในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของอิสลาม เป็นสิ่งชี้ให้เห็นว่าบุคคลนั้นๆ เป็นมุสลิมหรือไม่ ซึ่งวัดดูได้จากการละหมาดนั่นเอง ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยกล่าวว่า

     “งานแรกที่มนุษย์จะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺก็คือ การละหมาด หากการละหมาดของเขาเรียบร้อยสมบูรณ์ดีการงานอื่นๆ ของเขาก็จะดีไปด้วย หากการละหมาดของเขาบกพร่อง ไม่เรียบร้อย การงานอื่นๆ ของเขาก็บกพร่องไม่เรียบร้อยไปด้วย”

(บันทึกโดย อัฏฏ็อบร็อบนีย์)

          การละหมาดที่เรียบร้อยมีคุณภาพต้องกระทำเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เพียงองค์เดียวตามคำบัญชาของพระองค์ไม่ใช่เพื่อผู้อื่น หรือถูกบังคับให้จำใจต้องละหมาดโดยไม่มีจิตศรัทธา และต้องเป็นการละหมาดที่ตรงตามเวลาที่ถูกกำหนดไว้ การที่เราละหมาดก็เพราะรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา อันมากมายมายที่ประทานแก่เราเพื่อเป็นการกตัญญูต่อพระองค์

          ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สนใจเรื่องละหมาดมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากการละหมาดฟัรฏู 5 เวลา อันได้แก่ ละหมาดตะฮัจญุด โดยท่านละหมาดเป็นเวลานานด้วยความสมัครใจจนกระทั่วเท้าบวม นางอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ผู้เป็นภรรยาของท่านรู้สึกสงสารท่านนบี และยังบอกให้ท่านนบีเพลาๆ ลงบ้าง 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า “จะไม่ให้ฉันเป็นบ่าวที่กตัญญูกระนั้นหรือ?”

       การละหมาดจึงเป็นเสาหลักของศาสนาที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงกำหนดขึ้นสำหรับมุสลิม เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อพระองค์

          สำหรับละหมาดญะนาซะฮฺนั้น อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงกำหนดเพื่อให้เป็นการสนับสนุนช่วยเหลือผู้ตาย ถือว่าเป็นดุอาฮฺของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ขอพรให้กับผู้ตาย ไม่เหมือนกับละหมาดฟัรฏู 5 เวลาและละหมาดซุนนะฮฺอื่นๆ ตรงที่ละหมาดฟัรฎูนั้นคนป่วย คนที่ไม่ละหมาดจะจ้างผู้อื่นให้ทำแทนกันไม่ได้ พ่อจะสั่งให้ลูกทำแทนไม่ได้คนรวยที่มีทรัพย์สมบัติจะจ้างให้ผู้อื่นละหมาดแทนให้ไม่ได้ ไม่มีใครทำแทนได้ ทุกคนต้องละหมาดเอง แม้กระทั่งจะเจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่อก็จะต้องละหมาด หากไม่สามารถยืนละหมาดได้ ก็ให้นั่งละหมาด หากไม่สามารถนั่งละหมาดได้ก็ให้นอนละหมาด 

          การละหมาด 5 เวลา จึงเป็นพัรฎูอัยนฺเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องทำ ถ้าไม่ทำจะได้รับโทษและไม่มีการยกเว้นให้กับผู้หนึ่งผู้ใด นอกจากสุภาพสตรีที่มีรอบเดือน หรือมีเลือดภายหลังคลอดบุตร หรือเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และอิสลามก็กำชับให้ผู้ปกครองสอนเด็กให้ละหมาดเมื่ออายุได้ 7 ขวบ

          ส่วนละหมาดญะนาซะฮฺนั้น ถ้ามีคนตายและมีผู้ไปละหมาดญะนาซะฮฺได้ ก็ถือว่าใช้ได้ เป็นการเพียงพอแล้วมิใช่ทุกคนต้องไปละหมาด เหตุนี้จึงเรียกว่าเป็นฟัรฎูกิฟายะฮฺ คือ มีคนกลุ่มหนึ่งไปละหมาดให้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะมีผู้ไปละหมาดมากหรือน้อยแค่ไหน ก็ถือว่าใช้ได้ เพราะไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนตายตัวว่าต้องมีผู้ไปร่วมละหมาดจำนวนเท่าใด ดังเช่น เมื่ออิมาม อิบนิ ฮัมบัล สิ้นชีวิตมีผู้ไปร่วมละหมาดถึง 300,000 คน ถ้าหากในกรณีมีผู้ละหมาดเพียงคนเดียว ก็สามารถละหมาดญะนาซะฮฺได้เช่นกัน เช่น บนเกาะหรือหมู่บ้านซึ่งมีมุสลิมอาศัยอยู่เพียง 2 คน ไม่มีมุสลิมอื่นอาศัยอยู่อีกแล้ว ถ้าหากคนหนึ่งคนใดเกิดตายไป ฉะนั้น คนที่เหลือจะต้องทำหน้าที่จัดการอาบน้ำศพ ห่อศพละหมาดให้ผู้ตาย และนำศพไปฝัง เพราะนี่เป็นสิทธิ์และหน้าที่ของมุสลิม

          เนื่องจากการละหมาดญะนาซะฮฺไม่ใช่เป็นฟัรฎูที่ทุกคนต้องทำ ด้วยเหตุนี้ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จึงแจ้งให้ทราบว่าการละหมาดญะนาซะฮฺนั้นเป็นเรื่องสำคัญ อย่าถือว่าไปละหมาดญะนาซะฮฺเพื่อหวังผลตอบแทนด้วยเงินเท่านั้นเท่านี้บาทจากญาติผู้ตาย ฯลฯ เป็นต้น หากว่าเราไปละหมาดญะนาซะฮฺเพื่อหวังผลตอบแทนดังกล่าว ก็เท่ากับว่าเราไปละหมาดเพื่อได้สตางค์ ไม่ได้ไปละหมาดเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ฉะนั้น เราจะไม่ได้อะไรจากอัลลอฮ์เลย เพราะสิ่งที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะประทานให้แก่เราอันเนื่องจากการไปละหมาดญะนาซะฮฺ คือ หนึ่งกิร็อฏ ซึ่งหนึ่งกิร็อฏมีน้ำหนักเท่าภูเขาอุฮุด อันหมายถึงได้รับผลบุญมากมาย

          ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำชับให้เรารักความจริง รักสิ่งที่ดีๆ ท่านเตือนว่า “เวลาไปละหมาดญะนาซะฮฺถ้าไม่มีธุระใดๆ ก็อย่ารีบกลับ ให้รอจนกว่าจะฝังเสร็จและอ่านดุอาอฺตัษบี๊ตให้แก่ผู้ตาย” อันหมายถึงให้ผู้ตายยืนหยัดในการอีมานจนกระทั่งสามารถตอบคำถามมลาอิกะฮฺที่จะมาสอบถามผู้ตายใน กุบุรทั้งสามคำถามที่ว่า

ใครเป็นพระเจ้าของท่าน ศาสนาของเจ้าคือศาสนาอะไร และชายคนนี้(นบีมุฮัมมัด)คือใคร ?

          ในฮะดิษ ซอเฮียะฮฺระบุว่า มนุษย์ทั้งชายและหญิงจะถูกถามในกุบุรด้วยคำถามทั้งสามนี้ หากเขายืนหยัดในอิสลามอย่างมั่นคงขณะที่มีชีวิตอยู่ เขาก็จะตอบคำถามได้อย่างสะดวกง่ายดาย โดยตอบว่า 

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เป็นพระเจ้าของฉัน อิสลามเป็นศาสนาของฉัน

และนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นนบีของฉัน

          หากเขาไม่ได้เป็นผู้ที่ยึดมั่นในคำสอนของอิสลามเป็นคนไม่เอาไหน เป็นกาฟิร แน่นอนเขาจะตอบคำถามดังกล่าวไม่ได้ จะบอกว่าไม่เคยรู้เรื่อง ไม่เคยรู้จักอะไรทั้งสิ้น นี่แสดงให้เห็นว่าอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ทรงเอ็นดูเมตตาแก่เราชาวมุสลิม ไม่เพียงแต่พระองค์ทรงให้เรามีชีวิตอยู่เท่านั้น หากแต่ทรงให้เราทราบถึงสภาวะภายหลังจากที่เราได้ตายไปแล้วอีกด้วยว่า จะได้อยู่อย่างสุขสบายหรืออยู่อย่างทนทุกข์ทรมานชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ ไม่มีวันสิ้นสุด 

          โลกนี้เป็นโลกแห่งการทดสอบ ฉะนั้น จึงเป็นโลกที่เราจะต้องรีบทำความดีเสียแต่วันนี้และเดี๋ยวนี้และให้เรายืนหยัดอยู่ในกรอบคำสอนของอิสลามอย่างจริงจัง เพราะเมื่อเราตายไปแล้วจะไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากการงานที่เราทำไว้ในโลกนี้เท่านั้น

          มลาอิกะฮฺสองท่านจะมาถามผู้ตายในกุบุรถึง 3 ประการดังกล่าว ฉะนั้นเมื่อผู้ไปละหมาดญะนาซะฮฺแล้วไปฝังมัยยิตและขอดุอาอฺให้แก่ผู้ตาย เพื่อให้เขาสามารถรับสถานการณ์ในกุบุรได้ อัลลอฮฺจะตอบแทนให้แก่เขาถึง 2 กิร็อฏ

ครั้งหนึ่ง ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถามบรรดาซอฮาบะฮฺว่า

“วันนี้ใครบ้างที่ถือศีลอด ? ท่านอบูบักรตอบว่า ผมครับ 

วันนี้ใครบ้างที่ติดตามญะนาซะฮฺ ? ท่านอบูบักรตอบว่า ผมครับ 

วันนี้ใครบ้างที่เยี่ยมผู้ป่วย ? ท่านอบูบักรตอบว่า ผมครับ 

ท่านร่อซูล กล่าวว่า ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดปฏิบัติได้เช่นนี้แล้ว เขาจะเป็นชาวสวรรค์

(บันทึกโดย อิมาม มุสลิม)

           สรุปได้ว่า การที่เราจะเป็นชาวสวรรค์นั้น เราจะต้องกระทำการงานที่ดีตามที่อิสลามสอนไว้ การไปละหมาดญะนาซะฮฺก็เป็นส่วนหนึ่งจากความดีที่ทำให้เราได้เป็นชาวสวรรค์ตามที่ฮะดิษระบุไว้ข้างต้น จึงขอให้เราพยายามเรียนรู้คำสอนของอิสลามและปฏิบัติตามเพื่อให้เราได้รับความอบอุ่นใจในโลกนี้ด้วยการเป็นผู้ภักดีต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เพื่อจะได้สะสมความดีอันมากมายไว้ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ มีสุขภาพดี สมบูรณ์แข็งแรงและในขณะที่เรายังมีโอกาสทำความดีขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะหากว่าเราตายไปจากโลกนี้แล้ว โอกาสที่จะกลับมาทำความดีนั้นไม่มีแล้ว 

          ดังนั้น จงฉวยโอกาสทำความดีเสียแต่วันนี้เถิด ก่อนที่จะหมดโอกาส เพราะโลกดุนยานี้เป็นโลกแห่งการสะสมความดี สำหรับในกุบุรนั้นไม่มีใครที่จะเป็นเพื่อนเรา นอกจากผลงานที่เรากระทำไว้ในโลกนี้เท่านั้น ถ้าเราทำดีการงานที่ดีนั้นก็จะคอยเป็นเพื่อนเรา ให้ความอบอุ่นใจแก่เราจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ หากการงานของเราไม่ดี ก็จะเป็นที่ลำบากใจแก่เราสร้างความกระวนกระวายใจ ยุ่งยากใจตลอดไปจนวันกิยามะฮฺ

          และวันกิยามะฮฺจะเป็นวันชำระตอบแทนและเป็นการชี้ชะตากรรมว่าเราจะเป็นชาวสวรรค์หรือชาวนรก ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ประทานให้เราได้เป็นชาวสวรรค์ และขอให้เรารอดพ้นอย่าได้เป็นชาวนรก แม้เพียงสักวันเดียวก็ตาม

 สิ่งที่ได้รับจากฮะดิษนี้ 

   1. ผลบุญอันมากมายของผู้ที่ไปละหมาดญะนาซะฮฺจะได้รับเทียบเท่ากับภูเขาอุฮุด

   2. สิทธิและหน้าที่ของมุสลิมที่พึงมีต่อมุสลิมด้วยกัน คือ การละหมาดญะนาซะฮฺ

   3. อิสลามบัญญัติให้ดุอาอฺตัษบี๊ตแก่ผู้ตาย ภายหลังจากที่ฝังเสร็จแล้ว เพื่อช่วยให้ผู้ตายตอบคำถามของมลาอิกะฮฺได้สะดวก

   4. อิสลามกำหนดให้มุสลิมมีสิทธิ์ให้ได้รับการปฏิบัติที่ดีจากพี่น้องร่วมศาสนาของเขาขณะที่มีชีวิตอยู่และเมื่อตายไปแล้ว

ที่มา : เอกสารอัล-อิศลาหฺ อันดับที่ 426 – 428 กรกฎาคม – กันยายน 2558

นิอฺมัตที่มักจะถูกลืม

โดย อาจารย์นิสรีน อับดุลเลาะห์

     มีรายงานฮะดิษจากท่านอิบนิ อับบ๊าส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า 

“มีความกรุณา เมตตาอยู่ 2 ประเภท ที่ผู้คนส่วนมาก มักปล่อยปะละเลย (ไม่ดำเนินการในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเขา)นั่นคือ 

การมีสุขภาพสมบูรณ์ และ ช่วงเวลาว่าง

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์)

คำอธิบาย

          ท่านอิมาม อันนะวะวีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวถึงฮะดิษที่รายงานโดยท่านอิบนิ อับบ๊าส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

“มีความกรุณา เมตตา อยู่ 2 ประเภท ที่ผู้คนส่วนใหญ่ มักปล่อยปะละเลย ไม่ใส่ใจ

นั่นคือ การมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี และการมีช่วงเวลาว่าง” 

           หมายความว่า ความโปรดปรานทั้งสองประเภทนี้ ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจที่จะใช้โอกาสที่ได้รับความกรุณาเมตตา กระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเขา กล่าวคือ มนุษย์นั้นเมื่อเขามีสุขภาพดี แข็งแรง เขาจะสามารถกระทำในสิ่งต่างๆ ที่อัลลอฮฺทรงใช้ และสามารถที่จะละทิ้ง ในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงห้ามมิให้กระทำ เพราะเขายังมีสุขภาพดีแข็งแรง มีจิตใจปลอดโปร่งและมีหัวใจที่เต็มไปด้วยความสงบสุข

           เช่นเดียวกัน การมีช่วงเวลาว่าง เมื่อมนุษย์มีที่พักพิงอาศัย และมีเสบียงอาหารพอเพียงสำหรับเขาแล้ว เขาก็จะกระทำตัวว่างเปล่าไม่ทำสิ่งใด ดังนั้น เมื่อเขาทำตัวว่างเปล่า ทั้งๆ ที่ยังมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง แน่นอน เขาได้ปล่อยปะละเลย ไม่ใส่ใจกับความเมตตากรุณาอย่างมากมายในขณะนั้น

          ฉะนั้น เวลาส่วนมากของพวกเราที่ต้องสูญเสียไปโดยมิได้รับประโยชน์อันใดเลย ทั้งๆ ที่พวกเรายังอยู่ในช่วงเวลาที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี และยังมีเวลาว่าง ถึงกระนั้นก็ตาม ประโยชน์อันมากมายที่สมควรจะได้รับได้สูญหายไปจากพวกเรามิใช่น้อย โดยที่พวกเราก็ไม่รู้เลยว่า ได้ละเลยไม่ใส่ใจขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มารู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อเวลาแห่งความตายได้คืบคลานเข้ามาถึง หรือเวลาแห่งวันกิยามะฮฺได้ปรากฏขึ้นแล้ว หลักฐานที่ยืนยันถึงสิ่งดังกล่าวคือ ดำรัสของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่กล่าวว่า

     “จนกระทั่ง เมื่อความตายได้มาสู่คนใดในพวกเขา เขาก็จะกล่าว่า โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอกลับไปมีชีวิต (ในโลกดุนยา) อีกครั้งหนึ่งเถิด เพื่อข้าพระองค์จะได้กระทำความดีในสิ่งที่ข้าพระองค์ละเลยเอาไว้”

(อัลมุอฺมินูน 23 : 99-100)

และอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้กล่าวไว้ ในซูเราะฮฺ อัลมุนาฟิกูน ว่า

     “ก่อนที่ความตายจะมาสู่คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้า แล้วเขาก็จะกล่าวว่า 

     โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงยืดกำหนดเวลา (แห่งความตาย) ของข้าพระองค์ออกไปอีกสักเล็กน้อยหรอกหรือ 

     เพื่อข้าพระองค์จะได้บริจาค และข้าพระองค์จะได้เป็นคนหนึ่งในหมู่คนดีทั้งหลาย 

     และไม่มีวันที่ อัลลอฮฺจะทรงยืดเวลาแห่งความตายแก่ชีวิตใดออกไปเป็นอันขาด เมื่อกำหนดเวลาของมันได้มาถึง 

     และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน”

(อัลมุนาฟิกูน 63 : 10-11)

          ในความเป็นจริงแล้ว เวลาต่างๆ นี้ ที่ผ่านพวกเราไปโดยเปล่าประโยชน์มีมากมาย พวกเราไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลยจากเวลาเหล่านั้น และก็มิได้ทำประโยชน์อันใดให้เกิดแก่บ่าวของอัลลอฮฺเลย พวกเรายังคงไม่รู้สึกเสียใจและเสียดายเวลาเหล่านั้นที่ผ่านเลยไป นอกจากเมื่อเวลาแห่งความตายมาถึง ขณะนั้นมนุษย์หวังจะได้รับโอกาสแม้สักเพียง 1 นาที เพื่อขอความกรุณา เมตตาจากพระองค์ แต่เขาก็ไม่ได้รับใน สิ่งที่เขาวอนขอ 

           บางทีนิอฺมะฮฺทั้งสองประเภทนี้ (คือ สุขภาพดี และเวลาว่าง) อาจจะไม่ทันได้ผ่านเลยไปจากมนุษย์ เพราะเขาได้เสียชีวิตไปก่อน แต่บางทีมันอาจจะผ่านเขาไป ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต คือ เขาอาจเจ็บไข้ ได้ป่วย มีอาการอ่อนเพลียสิ่งเหล่านี้จึงทำให้เขาไม่สามารถที่จะดำรงไว้ซึ่งหน้าที่ที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดเอาไว้ได้ หรือ เขาอาจจะได้รับความเจ็บป่วย อึดอัดใจ ไม่สบายใจ และเหน็ดเหนื่อยหรือเขาอาจจะหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาปัจจัยยังชีพให้แก่ตัวเองและครอบครัว จนทำให้การภักดีต่ออัลลอฮฺหลายประการต้องผ่านเลยเขาไป โดยไม่มีโอกาสเรียกกลับคืนมาได้

           ดังนั้น สมควรอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ที่มีสติปัญญา จะต้องฉวยโอกาสขณะที่มีสุขภาพดี แข็งแรง มีเวลาว่าง ให้รีบกระทำการภักดีต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เท่าที่สามารถจะกระทำได้ หากเขาเป็นคนรู้จักการอ่านอัลกุรอานก็จงอ่านอัลกุรอานให้มากเท่าที่จะทำได้ หากเขาอ่านไม่ออก ก็ให้พยายามกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺให้มาก แต่หากเขาไม่สามารถทำได้ ก็ให้เขาส่งเสริมสนับสนุนกันให้ทำความดี และยับยั้งห้ามปรามการกระทำความชั่ว หรือเสียสละของกินของใช้ หรือช่วยขจัดความทุกข์ยาก และทำความดีต่อพี่น้อง ตราบใดที่ยังมีความสามารถ เพราะมิฉะนั้น ความดีอันมากมายเหล่านี้มันจะผ่านพวกเราไปโดยเปล่าประโยชน์ ฉะนั้น จงระวังและเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า อย่าละเลยขณะที่ยังได้รับความเมตตา กรุณาทั้ง 2 ประเภทนี้

     มนุษย์ที่ยังมีสติ ก็คือ ผู้ที่ฉวยโอกาสทอง นั้นคือ โอกาสที่กำลังมีสุขภาพดี แข็งแรง และโอกาสในขณะที่มีเวลาว่าง

          ในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่า ความกรุณาเมตตาของอัลลอฮฺนั้น มีความแตกต่างกัน มีบางประเภทสำคัญกว่าอีกบางประเภท และประเภทที่สำคัญที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด ที่อัลลอฮฺทรงกรุณา เมตตาแก่บ่าว คือ อัลอิสลาม ซึ่งเป็นนิอฺมะฮฺที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงให้มนุษย์เป็นจำนวนมากหลงไปจากนิอฺมะฮฺนี้

     “วันนี้ ข้า (อัลลอฮฺ) ได้ให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แล้ว และข้าได้ให้ความเมตตาของข้าครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว และข้าได้พอใจเลือกอิสลามให้เป็นศาสนาสำหรับพวกเจ้า”

(อัลมาอิดะฮฺ 5 : 3)

          เพราะฉะนั้น เมื่อมนุษย์พบว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงกรุณาเมตตา ประทานอัลอิสลามแก่เขาและทรงให้หัวใจของเขาผ่องแผ้วปิติยินดีกับอิสลาม นั่นแหละคือ นิอฺมะฮฺ อันยิ่งใหญ่ที่สุด

ที่มา : อนุสรณ์งานประจำปี โรงเรียนมุสลิมวิทยาคาร 18 ธันวาคม 2553

เมื่ออิสลามอยู่ที่……..

เมื่ออิสลามอยู่ที่…
เมื่ออิสลามอยู่ที่ท่อนขา…เส้นทางไปมัสยิดจะเป็นที่ดึงดูดแก่เรามากกว่าเส้นทางไปร้านเกมส์เมื่ออิสลามอยู่ที่อ้อมแขน…การแบ่งปันจะเป็นที่มุ่งหวังของเรามากกว่าการกอบโกยเมื่ออิสลามอยู่ที่ปลายนิ้ว…การนับคำซิกรุลลอฮฺจะเป็นที่คุ้นเคยแก่เรามากกว่าการกดเบอร์โทรศัพท์ของใครคนนั้นเมื่ออิสลามอยู่ที่หน้าท้อง…อาหารของพี่น้องมุสลิมจะเป็นที่โอชารสแก่เรามากกว่าอาหารของผู้ที่ฆ่าพี่น้องมุสลิมเมื่ออิสลามอยู่ที่สีข้าง…การเข้าเฝ้าอัลลอฮฺในยามค่ำคืนจะเป็นที่ปรารถนาของเรามากกว่าการหลับใหลเมื่ออิสลามอยู่ที่กระดูกสันหลัง…ที่อยู่อาศัยในโลกหน้าจะเป็นที่หวังพักพิงของเรามากกว่าที่อยู่อาศัยในโลกนี้เมื่ออิสลามอยู่ที่คอหอย…ความตายจะเป็นที่ระลึกถึงของเรามากกว่าการมีชีวิตอยู่เมื่ออิสลามอยู่ที่ริมฝีปาก…คำพูดอันอ่อนโยนจะเป็นที่คุ้นชืนแก่เรามากกว่าคำด่าทอเมื่ออิสลามอยู่ที่ฟันกราม…ความอดกลั้นต่ออุปสรรคที่มาประสบจะเป็นที่เพิ่มพูนแก่เรามากกว่าความท้อแท้เมื่ออิสลามอยู่ที่ใบหู…เสียงกุรอานจะเป็นที่รื่นรมย์แก่เรามากกว่าเสียงดนตรีเมื่ออิสลามอยู่ที่ใบหน้า…กิบลัตจะเป็นที่ผินหน้าของเรามากกว่าจอโทรทัศน์เมื่ออิสลามอยู่ที่ศรีษะ…ความนอบน้อมจะเป็นสิ่งที่เราแสดงออกมากกว่าความโอหังเมื่ออิสลามอยู่ในดวงตา…ความตายของพี่น้องมุสลิมในดินแดนที่ถูกกดขี่จะเป็นที่หลั่งน้ำตาของเรามากกว่าความตายของตัวละครในภาพยนตร์เมื่ออิสลามอยู่ในสำนึก…ปัญหาของประชาชาติอิสลามจะเป็นที่ขบคิดของเรามากกว่าปัญหาของตัวเองเมื่ออิสลามอยู่ในหัวใจ…ความรักที่มีต่ออัลลอฮฺจะเป็นที่อิ่มเอิบแก่เรามากกว่าความรักใดใดเมื่ออิสลามอยู่ในชีวิต…การใช้ชีวิตเพื่ออิสลามจะเป็นที่พอเพียงแก่เรามากกว่าทุกสิ่งที่บรรจุอยู่ในโลกดุนยา
——————————————————————————–…”ให้อิสลามเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรา แล้วเราก็จะมีทุกสิ่งทุกอย่าง”…เขียนโดย บาซ ที่ 02:38