ได้ดิบได้ดี แต่ก็ต้องลืมอัลลอฮ!

โดยอบูนะบีล

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم

الســـــــــــــــــلام عليكم ورحمـــــــــــــــــــــة الله وبركاته‏

บ่อยครั้ง ที่สิบนิ้วมักจะถูกยกเมื่อหวังในสิ่งที่อยากได้ แต่เมื่อได้ในสิ่งที่เขาหวัง คงเหลือเพียงไม่กี่นิ้วจริงๆที่จะถูกยกเพื่อขอชูโกรและขอความคุ้มครองต่อเอกอัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลา เนื่องจากห้านิ้วก็ต้องจับปากกา และอีกห้านิ้วก็ต้องยกหูโทรศัพท์ จะด้วยเหตุผลที่เขามีงานยุ่งหรือที่มีเพศตรงข้ามเข้ามายุ่งกับเค้าก็ตาม มีส่วนเหลือเกินที่นิ้วทั้งสิบของเขาหมดไปโดยเปล่าประโยชน์

ดีใจ!!ที่เราในวันนี้สอบเข้าในมหาลัยตามคณะที่ใฝ่ฝัน ดีใจ!!ที่เราในวันนี้จบแล้วก็ได้มีงานทำ แต่การทำงานและการเรียนของเราในวันนี้ มันบั่นทอนซึ่งเวลาเพื่ออาคีเราะห์ หรือมันทำให้เราทิ้งซึ่งหลักการที่เราเคยปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดกันอยู่ไหม??

หลายคนได้ตำแหน่งที่สูงสูงและอีกหลายคนได้เรียนที่ดีดี แต่ชีวิตของเขา ในแต่ละวันหมดไปกับงาน งานและงาน ก็เนื่องจากเขาจัดสรรเวลาให้กับงานมากเกินไป

ข้ออ้าง เมื่อเพื่อนชวนไปฟังบรรยายศาสนา นั่นก็คือฉันไม่ค่อยว่างเลย งานมันยุ่ง!!ลาไม่ได้เลย

ข้ออ้าง เมื่อเพื่อนชวนไปทบทวนหลักการอิสลามที่ยึดถืออยู่ นั่นก็คือ จะมีเวลาที่ไหนเล่า!!

แปลกใจ!!ที่เมื่อก่อนนี้ มุสลีมะห์หลายๆคนก็ใส่ผ้าคลุม เสื้อผ้าที่ปกปิดเอาเราะห์ด้วยกับผ้าที่ผืนใหญ่ มุสลีมีนก็ไว้เคราดิบดี หรือหลายๆคนก็พอมีเวลาอ่าน หรือฟังบรรยายศาสนา หรือไม่ก็ละหมาดได้ตรงทุกเวลากันหรอก แต่เมื่อเราได้เรียนมหาลัยหรือได้ทำงานที่นี้แล้ว จากที่เราเคยละหมาดได้ตรงเวลา ก็ต้องไปละหมาดท้ายเวลา จากผ้าหรือเสื้อที่คลุมใส่มิดชิดกลับกลาย เป็นผ้าหรือเสื้อที่มีขนาดเล็กลง แถมมีสีสันสวย สบายตาสดใสไปด้วย วันจันทร์ก็ต้องใส่สีนึง อีกวันก็ต้องอีกสีนึง เป็นอย่างนี้ไปทุกวัน ตามลำดับสีวันที่องค์กรนั้นๆบ่งไว้ให้ใส่กัน

จะด้วยเหตุผลเพราะความอ่อนแอหรือเพราะไม่รู้หรือรู้ แต่ไม่ยอมตระหนักหรือมีการทักท้วงว่าสิ่งเหล่านี้ มันทำไม่ได้ เพราะทำให้เสียไปซึ่งจุดยืน มันคือการกระทำที่ฝ่าฝืนพระผู้สร้างของเราอยู่ แต่ก็ต้องยอมทำเพราะกลัวตกงาน หรือกลัวเค้าหาว่าเป็นคนเคร่ง!แล้วจะถูกมองในทางลบ

จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่พี่น้องเราหลายคนในวันนี้หลงไปกับสิ่งที่เขาสมหวัง หลงไปกับยศถาบรรดาศักดิ์และหลงไปกับเนี้ยะมัติหรือริซกีที่อัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลาทรงประทานให้กับเขามากมายจริงๆ เพียงแค่เขาคิดไปเองว่าสิ่งที่เขาได้รับนั้น นั่นเพราะน้ำพักน้ำแรงของพวกเค้าเอง นั่นเพราะเค้าตั้งใจเอาเอง และนั่นก็เพราะใบปริญญาเพียงไม่กี่ใบเท่านั้น โดยเขาลืมคิดไปว่า ทุกการงานที่เขาได้ทำหรือคณะดีดีที่เขาได้เรียนนั้น นั่นเป็นความโปรดปรานที่อัลลอฮ ซุบฮานาฮุวา ตะอาลาทรงจัดสรรค์ให้เพื่อทดสอบตัวเขาเองว่า

หากเขาได้งาน ได้เรียน เค้าจักขอบคุณอัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลาอีกไหม หรือเค้าจะจัดการชีวิตให้อยู่กับหลักการเรื่อยไปหรือเปล่าเท่านั้น!!

เขาคิดไปเองว่า สิ่งที่เขาได้รับนั้น มันคงจะเป็นอย่างนั้นอยู่เรื่อยไปกระมัง

เขาคิดไปเองว่า สิ่งที่เขาเป็นอยู่นั้น มันคงจะเป็นอย่างนี้อยู่จนกระทั่งเกษียณหรือครบวาระไปหรอกกระมัง

แต่ใครจะไปรู้ว่า (เฉกเช่น)เหตุจลาจลที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเราทั่วโลกในขณะนี้นั้น เค้าจะต้องตกงาน สูญเสียไปซึ่งทรัพย์สินหรือยศถาบรรดาศักดิ์ไปในพริบตาเดียว กันเมื่อไหร่ อย่างไร ใครจะไปรู้หรือครับว่าสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราได้รับมาทุกวันนี้นั้น อัลลอฮซุบฮานาฮุวา ตะอาลาทรงจะเอากลับไปเมื่อไหร่ ตอนไหน ด้วยกับเหตุการณ์อะไรอีก ก็ไม่รู้กันหรอกใช่ไหม  เช่นนี้แล้ว เพียงพอไหมที่เราในวันนี้ จะหันมาขอบคุณและขอความคุ้มครองจากอัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลาอยู่เสมอๆ เพื่อหวังมิให้อัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลานั้น ทรงเอากลับไปซึ่งสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราได้มาและสิ่งที่เราเป็นอยู่ด้วยกับตำแหน่งใดๆในสำนักงานหรือองค์กรต่างๆก็ตามแต่ครับ

เราคิดแต่เพียงว่า วันนี้อามานะที่ฉันได้รับ กับงานและการเรียนที่เป็นอยู่ ฉันก็ต้องทำให้ได้ เสร็จโดยเร็ว แต่เราลืมนึกไปไหมว่า เราในวันนี้ ซิกรุลลอฮ ชูโกร และขอดุอาร์แล้วหรือยัง หรืองาน เรียน มันทำให้เรานั้น ลืมตัวเองไปว่า ตัวเองเป็นมุสลิมอยู่นะ มุสลิมจะต้องใช้ชีวิตกันอย่างไร เพื่อให้พ้นซึ่งไฟนรกอันลุกโชนจากพระองค์ครับ

งาน งาน งาน คือข้ออ้าง เพื่อบอกปัดการแสวงหาซึ่งน้ำหนักบนตราชั่งของเราในวันอาคีเราะห์ได้อีกไหม พี่น้อง

ระวังการงานและการเรียน มันจะทำให้คุณนั้นลืมตัวเอง แล้วลืมอัลลอฮกันนะ

พี่น้องที่ศรัทธาเอ๋ย อัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลาทรงตรัสไว้ในซูเราะห์อัลหัซรฺ อายะฮที่ 19 ซึ่งมีใจความว่า “และพวกเจ้าอย่าได้เป็นเช่นบรรดาผู้ที่ลืมอัลลอฮ มิฉะนั้นอัลลอฮจะทรงทำให้พวกเขาลืมตัวของพวกเขาเองชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ฝ่าฝืน(*1*)

(1)บรรดามุอมินเอ๋ยอย่าได้เป็นเช่นบรรดาผู้ที่ลืมอัลลอฮ คือไม่ยอมเชื่อฟังจงรักภักดีต่อพระองค์แล้วพระองค์จะลงโทษพวกเจ้าด้วยการให้ลืมตัวเองโดยไม่กระทำความดีเลย

เช้า-บ่าย ทำงานไป เรียนไป ซิกรุลลอฮไป อิสติฆฟารไป มันยากนักหรือ พอตกเย็น-ค่ำ แบ่งเวลาเพื่อศึกษาอิสลามอย่างจริงจัง แล้วทำอิบาดะห์บ้าง ก็คงไม่สายกันนะครับ หากเราจะเริ่มต้นกัน วันนี้เป็นต้นไป อินชาอัลลอฮ

https://shabab00.wordpress.com/category

ฟ้าหลังฝน

โดย บินตฺ สอี๊ด

          ในแต่ละวัน คนเราต่างก็พบเจอกับเรื่องราวที่ดี และไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น บางวันสุข บางวันทุกข์ บางวันมีรอยยิ้มบางวันก็มีคราบน้ำตา แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ วัน ที่มีทั้งรอยยิ้ม และน้ำตาในคราเดียวกัน คงไม่มีใครหลีกหนีสัจธรรมข้อนี้ไปได้

          บางครั้งมนุษย์ก็ตกอยู่ในสภาวะอึดอัด คับแคบใจ หรือได้รับบททดสอบที่หนักหน่วง ซึ่งเขาไม่ชอบ และไม่อยากให้มาประสบอยู่นั้นเป็นบทลงโทษ หรือไม่ก็เป็นการพิพากษาจากพระเจ้าเป็นแน่ แต่มนุษย์หารู้ไม่ว่า นั่นคือโอกาสที่จะทำให้เขาได้รับความดี-ภายหลังจากความอดทนนั้น ย่อมมีความสวยงามรออยู่เสมอ

          ในทางตรงกันข้ามก็มีมนุษย์จำนวนไม่น้อยที่ขวนขวายและแสวงหาสิ่งที่ดี สิ่งที่สวยงามแต่เพียงเปลือกนอกทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ และทรัพย์สินเพื่อให้ได้ครอบครอง แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้น กลับไม่เป็นดั่งเช่นที่นึกคิด หรือวาดฝันเอาไว้ นั่นแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างซ่อนอยู่และเหตุผลที่ว่านั้น คืออะไรเล่า?!

         เมื่อเราย้อนกลับไปดูอายะฮฺต่างๆ จากคัมภีร์อัลกุรอาน ก็พบว่ามีหลายอาะยะฮฺด้วยกัน ที่กล่าวถึงความรอบรู้ความปรีชาญาณของอัลลอฮฺต่อสิ่งที่ถูกสร้างของพระองค์ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเปิดเผยหรือ ถูกป้องปิด ซ่อนเร้นเอาไว้ก็ตาม

         มีอายะฮฺหนึ่งได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่มนุษย์ชอบคิดว่าดี และเหมาะสมแล้วนั้น สุดท้ายมันกลับไม่ดีสำหรับตัวเขาเลย หรือสิ่งที่มนุษย์ไม่ชอบ คิดว่าไม่ดี และไม่อยากประสบพบเจอ สุดท้ายมันกลับเป็นการดี และเหมาะสมกับเขามากที่สุด นั่นแสดงให้เห็นว่า แน่นอนทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากอัลลอฮฺ ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงคัดสรรให้นั้นล้วนเป็นความโปรดปราน เป็นความดี เป็นการเหมาะสม และเป็นประโยชน์กับปวงบ่าวของพระองค์ทั้งสิ้น 

ดังดำรัสของพระองค์ที่ว่า

          “การสู้รบนั้น ได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว ทั้งๆ ที่มันเป็นที่รังเกียจแก่พวกเจ้า และอาจเป็นไปได้ว่า การที่พวกเจ้าเกลียดสิ่งนั้น ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเจ้า และก็อาจเป็นไปได้ว่า การที่พวกเจ้าชอบสิ่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่สิ่งนั้น เป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับพวกเจ้า และอัลลอฮฺนั้น ทรงรู้ดียิ่งแต่พวกเจ้านั้นไม่รู้”

(อัลบะกอเราะฮฺ 2 : 216)

          อายะฮฺนี้ ได้เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงการสู้รบในหนทางของอัลลอฮฺ แน่นอนว่า ไม่มีใครชอบรบราฆ่าฟัน ไม่มีใครชอบการเสียเลือดเสียเนื้อ แต่สิ่งนั้น กลับเป็นความดีทั้งสิ้น เพราะบั้นปลายของพวกเขาคือสวนสวรรค์ และความผาสุกตลอดกาล แต่อายะฮฺนี้มิได้จำกัดความดี หรือความไม่ดี ความชอบ หรือความเกลียดชังไว้เพียงแค่การสู้รบเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงความชอบ ความเกลียดชัง อารมณ์ และความรู้สึกในรูปแบบอื่นๆ อีกด้วย

          และอายะฮฺนี้ ยังได้กล่าวถึงหลักการศรัทธาสำคัญข้อหนึ่ง นั่นคือ การศรัทธาต่อการกำหนดสภาวะ ทั้งดีและไม่ดี ที่มาจากอัลลอฮฺ  ซึ่งผู้ศรัทธาทุกคนจำต้องยอมรับต่อหลักการข้อนี้

          เราลองย้อนกลับไปดูเรื่องเล่าจากอัลกุรอาน จะได้รับข้อคิดและอุทาหรณ์มากมาย ขอกล่าวถึงเหตุการณ์บางช่วงบางตอนจากอายะฮฺอัลกุรอาน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับบุคลที่กำลังตกอยู่ในความเศร้าโศกเสียใจ และเป็นการช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับพวกเขา เพราะเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ หนทางเดียวที่จะช่วยเยียวยารักษา และทำให้หัวใจสงบลงได้ ก็คือการกลับไปสู่การรำลึกนึกถึงอัลลอฮฺ โดยการพินิจพิจารณาอายะฮฺต่างๆ จากอัลกุรอาน

     เหตุการณ์ที่ 1 มารดาของท่านนบีมูซา ตัดสินใจนำท่านนบีมูซา ใส่ตะกร้าลอยไปในแม่น้ำไนล์ เพราะนางเกรงว่าลูกชายของนางจะถูกฟิรเอาว์นฺสังหาร แต่แล้วนางก็ได้รับสิ่งที่ดีงามตามมา นั่นคือ ลูกชายของนางไม่ถูกสังหารและยังได้กลับมาสู่อ้อมอกของนางอีกครั้ง และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในบรรดาร่อซูลอีกด้วย

ดังดำรัสของอัลลอฮฺ  ที่ว่า 

          “เมื่อเจ้ากลัวแทนเขา ก็จงโยนเขาลงไปในแม่น้ำ และเจ้าอย่าได้กลัวและอย่าได้เศร้าโศก แท้จริง เราจะให้เขากลับไปยังเจ้า และเราจะทำให้เขาเป็นหนึ่งในบรรดาร่อซูล”

(อัลกอศ็อศ 28:7)

     เหตุการณ์ที่ 2 ท่านคิเฎร ได้ลงมือสังหารเด็กผู้ชายคนหนึ่งอันเนื่องมาจากพระบัญชาของอัลลอฮฺ เพราะเด็กคนนี้จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ที่ละเมิดเป็นผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และเป็นผู้ที่อกตัญญูต่อบิดามารดาของเขา โดยจะบังคับท่านทั้งสองให้ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ

ดังดำรัสของอัลลอฮฺ  ที่ว่า 

          “ดังนั้น ทั้งสอง (นบีมูซากับท่านคิเฎร) จึงออกเดินทางต่อไป จนกระทั่งเมื่อทั้งสองพบกับเด็กคนหนึ่ง เขา(คิเฎร) จึงฆ่าเด็กคนนั้น เขา (มูซา) กล่าวว่า ท่านฆ่าชีวิตบริสุทธิ์ โดยมิได้ทำผิดต่อชีวิตอื่นกระนั้นหรือ แท้จริง ท่านทำสิ่งที่ร้ายแรงยิ่งนัก”

(อัลกะฮ์ฟฺ 18:74)

          “และส่วนเรื่องของเด็กคนนั้นก็คือ พ่อแม่ของเขาเป็นผู้ศรัทธา เรา (อัลลอฮฺ) กลัวว่าเขาจะเคี่ยวเข็ญให้ทั้งสองตกอยู่ในการละเมิด และปฏิเสธศรัทธา”

(อัลกะฮ์ฟฺ 18:80)

     เหตุการณ์ที่ 3 ท่านนบียูซุฟ (อะลัยฮิสสลาม) ถูกพี่ๆ จับโยนลงไปในบ่อน้ำลึก เพราะไม่พอใจที่พ่อ (นบียะอฺกู๊บอะลัยฮิสสลาม) รักยูซุฟมากกว่าพวกเขา ซึ่งในบ่อนั้นมีแต่ความมืด จนกระทั่งมีผู้เดินทางผ่านพบเจอ และนำเขาขึ้นมาแล้วขายเขาให้กับกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองอิยิปต์ มิหนำซ้ำ เมื่อเติบโตเป็นหนุ่มก็ยังถูกใส่ร้ายว่าได้กระทำการมิดีมิร้ายกับภริยาของกษัตริย์ จนต้องเข้าไปอยู่ในคุกเป็นเวลาหลายปี แต่สุดท้าย ท่านก็ได้ออกมาจากคุกโดยปราศจากมลทินพร้อมกับได้รับตำแหน่งเป็นผู้ควบคุมการคลังของประเทศ

ดังดำรัสของอัลลอฮฺ  ที่ว่า 

          “คนหนึ่งในพวกเขากล่าวว่า พวกท่านอย่าฆ่ายูซุฟ แต่จงโยนเขาลงในบ่อลึก เพื่อผู้เดินทางบางคนจะได้เอาเขาออกมา หากพวกท่านจำต้องกระทำเช่นนั้น”

(ยูซุฟ 12:10)

           “ดังนั้น พระเจ้าของเขา ได้ตอบรับคำวิงวอนขอจากเขา แล้วพระองค์ทรงให้อุบายของพวกนางหันเหไปจากเขา แท้จริง พระองค์คือ ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้”

          “เมื่อเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขา หลังจากที่ได้พบหลักฐาน (ก็ลงความเห็นกันว่า) ต้องขังเขาไว้ระยะหนึ่ง”

(ยูซุฟ 12:34-35)

          “และกษัตริย์ตรัสว่า จงนำเขามาหาฉันสิ ฉันจะแต่งตั้งเขา ให้เป็นผู้ใกล้ชิดของฉัน เมื่อยูซุฟได้สนทนากับพระองค์แล้ว พระองค์ตรัสว่า แท้จริง ท่านอยู่ต่อหน้าเราวันนี้ ในฐานะเป็นผู้มีตำแหน่งสูงเป็นที่ไว้ใจ”

         “เขา (ยูซุฟ) กล่าวว่า ได้โปรดแต่งตั้งฉัน ให้ควบคุมการคลังของประเทศด้วยเถิด แท้จริง ฉันเป็นผู้ซื่อสัตย์ เป็นผู้รู้”

          “และเช่นนั้นแหละ เราได้ให้ยูซุฟมีอำนาจในแผ่นดิน เขาจะพำนักอยู่ที่ใดก็ได้ตามต้องการ เราให้ความเมตตาของเราแก่ผู้ที่เราประสงค์ และเราจะมิให้รางวัลของบรรดาผู้ทำความดีสูญหายไป”

(ยูซุฟ 12:54-56)

          เหตุการณ์ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้น สอนให้รู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอัลลอฮฺ ทั้งสิ้น และทุกๆ สิ่ง ย่อมมีเหตุผลซ่อนอยู่เสมอ

         สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพร่างกาย ผู้ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างไม่มีวันกลับ ขออัลลอฮฺ  ทรงเมตตาพวกเขา ผู้ที่เป็นหมัน ไม่สามารถจะมีบุตรได้ ฯลฯ ท่านอย่าได้ท้อแท้ และอย่าได้สิ้นหวัง แต่ขอให้ท่านเชื่อมั่นและศรัทธาว่า อัลลอฮฺ  เพียงองค์เดียวเท่านั้นเป็นผู้ทรงบริหารจัดการทุกๆ สิ่ง พระองค์จะมิทรงทอดทิ้งบ่าวผู้ที่ศรัทธา พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ

         อัลลอฮฺ  ทรงรัก และชอบผู้ที่หมั่นวิงวอนขอต่อพระองค์อยู่สม่ำเสมอ อย่ารีบร้อนที่จะให้ได้มาในสิ่งที่วิงวอนขอ แต่ทว่าให้คำนึงถึงความเมตตา และสิ่งที่ได้รับมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้ยกมือขอเลย

          บางครั้ง การตอบรับคำวิงวอนขอจากบ่าวอาจล่าช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อัลลอฮฺทรงเพิกเฉย ไม่สนใจ อัลลอฮฺ  ทรงบริสุทธิ์จากคำกล่าวนี้ แต่พระองค์ทรงรู้ดียิ่งว่าท่านพร้อมที่จะได้รับมันเมื่อไหร่ หรือพระองค์ทรงต้องการที่จะให้ท่านได้รับสิ่งที่ดีกว่านั่นเอง

ที่มา ”อนุสรณ์งานประจำปีโรงเรียนมุสลิมวิทยาคาร ปี 2560”

ดูแลจิตใจของเราให้ดี

ดูแลจิตใจของเราให้ดี

โดย อาจารย์ซอรูด นิมา

     อัลกุรอานบอกเราว่า จิตมนุษย์ มี 3 ระดับ

1. จิตดี 2. จิตมีตำหนิ 3. จิตเลว ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

♥ จิตดี คือ จิตที่ให้ทำความดี

♥ จิตมีตำหนิ คือ จิตที่คอยตำหนิ กล่าวโทษตัวเอง เมื่อทำผิดบาปจนต้องกลับไปทำความดีอีกครั้ง กลับไปกลับมาอย่างนี้หลายครั้ง

♥ จิตเลว คือ จิตที่ใช้ให้ทำความชั่ว จนเคยชินเป็นสันดาน

การล่อลวง มี 2 ประเภท 

– การล่อลวงของชัยฏอน คือ การลวงเราให้สับสนไขว้เขว

– จิตลวง คือ การลวงของจิตเราเอง ที่คอยกระตุ้นเราให้ทำผิดบาป ซ้ำซากอยู่อย่างนั้นจนเคยชิน

          แน่นอน ชัยฏอน ไม่มีอำนาจบังคับจิตใจเราได้ แต่มันสามารถโน้มน้าวจิตใจที่เป็นอารมณ์ใฝ่ต่ำ ตัณหา ความใคร่ ใช้เป็นเครื่องมือในการล่อลวงเราจนสำเร็จ จนเราตกเป็นทาสอารมณ์ใฝ่ต่ำ

           ตัวอย่าง ขณะที่เราได้ยินเสียงอะซานแจ้งเวลาละหมาด เรากำลังดูละคร มันก็จูงใจดูให้จบ เพราะละครกำลังสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ หลังละครจบ ก็นึกถึงเพื่อนทันทีในไลน์ คุยกันจนเพลิดเพลิน หมดเวลาละหมาด เป็นต้น

           เมื่อเรามีวินัยในการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ คำสั่งห้ามของอัลลอฮฺอย่างเคร่งครัด ชัยฏอนจะหาจุดอ่อนไหว และอ่อนแอของเรา เช่น เรื่องทรัพย์สินที่เรารัก และหวงแหน มันจะเข้ามาทางจิตใจของเรา ให้ตระหนี่ถี่เหนียวว่าอย่าไปบริจาคเลย เดี๋ยวเงินก็เหลือน้อยลง ทั้งที่การบริจาคทานจะทำให้ทรัพย์สินเพิ่มพูน ดังคำสอนของท่านนบี  ว่า 

“การบริจาคทาน ไม่ทำให้ทรัพย์น้อยลง” 

          เนื่องจากทรัพย์สินบนโลกนี้ เป็นกรรมสิทธิ์ และอำนาจของพระองค์อัลลอฮฺ ที่จะทรงเพิ่มพูนให้แก่บ่าวของพระองค์ แต่มุสลิมมักจะหลงลืมคำสอนนี้ บางทีก็เรื่องผู้หญิง มันจะปรุงแต่งจิตส่วนที่เป็นอารมณ์ใฝ่ต่ำ ตัณหา ความอยาก ความใคร่ ให้เรารักจนเลยเถิด นำไปสู่การผิดประเวณี (ซินา) และชัยฏอน มันจะขู่เราให้เกิดความกลัว ดังที่อัลลอฮฺ  ตรัสว่า

“อันที่จริง ชัยฏอน มันได้ขู่พวกที่ใกล้ชิดกับพวกมันเท่านั้น

ดังนั้น สูเจ้าอย่าได้กลัวมัน แต่จงกลัวข้า ทั้งนี้ถ้าสูเจ้าเป็นผู้ศรัทธา”

(อาละอิมรอน 3 : 175)

          มันจะขู่ให้กลัวว่า ละหมาดแล้ว จะเสียเวลาทำมาหากิน ถือศีลอดแล้วร่างกายจะรับไม่ไหว จ่ายซะกาตแล้ว เงินจะลดลง กลัวความยากลำบากในการปฏิบัติฮัจญ์และคิดจะทำสิ่งดีๆ ให้แก่ศาสนา กลัวความยุ่งยากเกิดกับตัวและทรัพย์สินของเขา 

          บรรดาชัยฏอนที่มาจากพวกมนุษย์และญิน ไม่มีวันเบื่อหน่ายที่จะล่อลวงเรา จนกว่าเราจะฝ่าฝืนคำสั่งใช้ คำสั่งห้ามของอัลลอฮฺ  (ข้าแต่พระองค์ขอความคุ้มครองจากสิ่งนี้ด้วยเถิด)

          ดังนั้น ศรัทธาและความยำเกรงเท่านั้น คือ ภูมิคุ้มกันชัยฏอน เพราะอัลลอฮฺ ทรงค้ำประกันบ่าวของพระองค์ ที่มีความศรัทธา เชื่อมั่น และยำเกรง พระองค์จะทรงปกป้อง คุ้มครองเขาให้พ้นจากการล่อลวงของชัยฏอน โดยให้เขาใคร่ครวญบัญญัติ คำสั่งใช้ คำสั่งห้ามของพระองค์ จนเห็นความจริง แล้วเขาก็กลับไปสู่หนทางที่ถูกต้องในที่สุด

อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

“แท้จริง คนที่มีความยำเกรงอัลลอฮฺนั้น ถ้าถูกชัยฏอนมันเล่นงานจนสับสน

พวกเขาจะต้องใคร่ครวญถึงบัญญัติ ทันใดนั้น พวกเขาก็มองเห็นความจริง”

(อัลอะอฺร๊อฟ 7 : 201)

วารสาร มุสลิม กทม.

ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ?

          เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่ามนุษย์ทุกคนกำลังแสวงหาความสุข ซึ่งเป็นยอดปรารถนาของทุกคน มนุษย์ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันทางด้านแหล่งกำเนิด ทางด้านแนวความคิด ทางด้านภาษาและคำพูด ทางด้านการกินการดื่ม ทางด้านหลักการและจุดมุ่งหมายแต่จะมีเป้าหมายตรงกันและสอดคล้องกัน ก็คือ “ทุกคนกำลังแสวงหาความสุข”

          ทั้งมุอฺมินและกาฟิร คนดีและคนชั่ว ต่างก็แสวงหาและต้องการความสุข หากท่านจะถามเขาว่าทำไมและเพราะอะไรท่านจึงทำอย่างนั้น? คำตอบที่ได้รับก็คือฉันต้องการความสุข!! ถึงแม้เขาจะพูดออกมาด้วยคำพูดหรือข้อเขียนหรือสื่อถึงความหมายในแบบใดก็ตาม

     มีคำถามที่ยังความประหลาดใจแก่ทุกผู้ทุกคนเป็นเวลานานมาแล้วว่า “ความสุขนั้นอยู่ที่ไหนเล่า?” และ “อะไรคือความสุข”

     ♥ ความสุข คือ การมีทรัพย์สินเงินทองมากมายก่ายกอง การมีเรือกสวนไร่นา การมีตึกรามบ้านช่องมากมาย และสวยงามกระนั้นหรือ?

     ♥ ความสุข คือ การมีตำแหน่งหน้าที่ในสังคมมีคนนับหน้าถือตา มีผู้คนคอยยกยอปอปั้น มีลูกน้องคอยเรียงรายให้ความเคารพกระนั้นหรือ?

     ♥ ความสุข คือ การมีร่างกายสุขภาพสมบูรณ์ ไม่เจ็บไม่ไข้ ไม่หิวโหย คือ อิ่มอยู่เสมอกระนั้นหรือ?

     มนุษย์จำนวนมากได้ขวนขวายหาความสุข แต่เป็นความพยายามที่ไร้ผล เพราะเป็นการแสวงหาที่ผิดทาง จึงเป็นสาเหตุนำไปสู่ความวิบัติ

         ฟิรเอานฺและเสนาบดีของเขาได้แสวงหาความสุขโดยทางอำนาจ แต่เป็นอำนาจที่ปราศจากการอีมาน เขาแสดงความหยิ่งยโสโดยกล่าวแก่ประชาชนของเขาว่า “โอ้หมู่ชนของฉันเอ๋ย! อาณาจักรแห่งอียิปต์นี้มิได้เป็นของฉันดอกหรือ และแม่น้ำเหล่านี้ที่ไหลผ่านเบื้องล่างวังของฉัน พวกท่านไม่เห็นดอกหรือ?” แต่ผลตอบแทนแห่งความเย่อหยิ่งและอวดดีของเขาคือ ไม่ได้รับความสุขตามที่เขาต้องการ ตรงกันข้ามเขาได้รับความพินาศล่มจมและถูกสาปแช่งในที่สุด 

“ดังนั้น อัลลอฮฺ จึงคร่าเขาเป็นการลงโทษที่เป็นแบบอย่างทั้งในปรโลกและโลกนี้”

          อัลลอฮฺตะอาลา ประทานขุมทรัพย์เท่ากองภูเขาแก่กอรูน เขามิได้รวบรวมและสะสมขุมทรัพย์นั้นด้วยน้ำพักน้ำแรงหรือด้วยความเฉลียวฉลาดแต่ประการใด เขานึกว่านั่นคือความสุขของเขาแต่เพียงคนเดียว เขาได้เนรคุณต่อนิอฺมัตของอัลลอฮฺ พระเจ้าของเขาได้กล่าวเตือนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดการตอบแทนที่เขาได้รับอย่างขมขื่นก็คือ 

“ดังนั้นเราจึงให้ธรณีสูบเขาและเคหะของเขา”

          ดังนั้น การครอบครองทรัพย์สมบัติอันมากมายมหาศาล หาใช่ความสุขอันแท้จริงไม่ และมิใช่มูลฐานอันสำคัญในการแสวงหาความสุข เพราะว่าบางครั้งการมีสมบัติมากมาย การมีมรดกมากมาย จะก่อให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนและอันตรายได้ในโลกนี้ก็เป็นได้ ดังจะเห็นได้จากคำตรัสของอัลลอฮฺตะอาลาที่กล่าวถึงบุคคลจำพวกนี้ไว้ว่า 

     “ทรัพย์สมบัติของพวกเขาก็ดี และลูกหลานของพวกเขา จะไม่ทำความพออกพอใจให้แก่เจ้า

     แต่แท้จริงอัลลอฮฺ ทรงประสงค์ที่จะลงโทษพวกเขาด้วยกับทรัพย์สมบัตินั้นๆ ในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกดุนยานี้”

          ทรัพย์สมบัติก็ดี ลูกหลานก็ดี บางทีก็เป็นนิอฺมัต คือ ความโปรดปรานที่อัลลอฮฺตะอาลาประทานให้แก่บ่าวของพระองค์ หากว่าบ่าวผู้นั้นเป็นผู้รำลึกถึงและขอบคุณต่อพระองค์ อีกทั้งเขามีความเชื่อมั่นต่อการตอบแทนในบั้นปลายทุกครั้งที่เขาประสบกับการทดสอบในทรัพย์สมบัติของเขา เขาก็อดทนหนักแน่นความหวังของเขาที่มีต่ออัลลอฮฺตะอาลาเกิดขึ้นทั้งสองสภาพการณ์ 

          และบางครั้งทรัพย์สมบัติและลูกหลานก็เป็นนิกมะฮฺ คือ การประชดและความกริ้วที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงทดสอบบ่าวของพระองค์ ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงตระหนักดีถึงความเสียหาย และความสงสัยที่จะเกิดขึ้นแก่บ่าวผู้นั้น ความกระวนกระวาย ความห่วงใยและความหึงหวงก็จะเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สมบัติและลูกหลาน ซึ่งจะทำให้ความเป็นอยู่ของเขากลับกลายเป็นขุมนรก

         กี่มากน้อยแล้วที่ทรัพย์สมบัติและลูกหลานได้ทำให้มนุษย์เราเสียผู้เสียคนเพราะความลุ่มหลง และในที่สุดเขาก็จะได้รับแต่ความทุกข์ทรมานลำบากใจ หนักอกหนักใจ ลักษณะของบุคคลประเภทนี้ตรงกับฮะดิษบทหนึ่งที่วาดสภาพไว้ว่า

     “ผู้ใดที่ยึดเอาโลกอาคิเราะฮฺเป็นเป้าหมาย หรือเป็นที่ห่วงกังวลของเขา อัลลอฮฺจะทรงบันดาลให้ความร่ำรวยเกิดขึ้นในหัวใจของเขาและจะรวมกิจการของเขาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และจะให้โลกดุนยามาหาเขาโดยดุษฎี

     และผู้ใดยึดเอาโลกดุนยาเป็นเป้าหมายของเขาอัลลอฮฺก็จะทรงบันดาลให้ความยากจนเกิดขึ้นต่อหน้าเขา และจะแยกกิจการงานของเขาให้กระจัดกระจาย และจะไม่ให้กิจการของโลกดุนยามาหาเขา นอกจากสิ่งที่ได้ถูกกำหนดให้แก่เขาเท่านั้น”

(บันทึกโดยอัตติรมิซีย์)

          ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ความสุขนั้นเป็นมโนธรรมมองไม่เห็นได้ด้วยตา และไม่อาจนับได้เป็นจำนวน มิใช่ด้วยการสะสมไว้ที่ธนาคารและไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินตรา 

ความสุข คือ สิ่งที่มนุษย์มีความรู้สึกเกิดขึ้นภายในทรวงอก มิใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกร่างกายของมนุษย์

          จากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นสำหรับผู้ที่มีความศรัทธามั่นต่ออัลลอฮฺตะอาลา และวันแห่งการตอบแทน ย่อมมีความเห็นพ้องต้องกันว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ที่การศรัทธา และการกระทำความดี

     ท่านนบียูนุส อะลัยฮิสสลาม พบความสุขขณะที่อยู่ในที่มืดสามชั้น ความมืดในท้องปลาวาฬ ความมืดในก้นทะเลลึก และความมืดในเวลากลางคืน ท่านได้วิงวอนด้วยสมาธิและความเสียใจว่า

“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ท่าน มหาบริสุทธิ์พระองค์ท่าน แท้จริงข้าพระองค์อยู่ในหมู่ ผู้อธรรมตนเอง”

     ท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ได้พบความสุขขณะที่อยู่ท่ามกลางคลื่นในมหาสมุทร ท่านต้องทนทุกข์ทรมานเพื่อพระผู้ทรงเอกะ ท่านได้กล่าวด้วยความมั่นใจในพระองค์ว่า

“ไม่หรอก! แท้จริงพระเจ้าของฉันทรงอยู่กับฉัน และพระองค์จะทรงชี้แนะทางแก่ฉัน”

     ท่านนบีของเรา มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กับสหายของท่าน ได้พบความสุขขณะที่ท่านทั้งสองอยู่ในถ้ำเขาฮิรออฺ เมื่อครั้งที่ฝ่ายศัตรูพวกกุเรซค้นหาท่านทั้งสอง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้หันไปปลอบใจแก่ท่านอบูบักรว่า 

“ท่านอย่าได้กังวลใจ แท้จริงอัลลอฮฺทรงอยู่ร่วมกับเรา”

          นี่คือความสุขที่แท้จริง และนี่คือสภาพของผู้ที่มีความสุข ความสุขจะไม่เกิดขึ้นเว้นแต่ด้วยการอีมานศรัทธาและการกระทำความดี 

     ♣ ผู้ใดพำนักอยู่ในปราสาทหรือเคหะใหญ่โต รโหฐาน โดยปราศจากการอีมาน และการรำลึกถึงมหากรุณาธิคุณของพระผู้ให้ อัลลอฮฺจะบันทึกแก่ให้เขาว่า “แท้จริงสำหรับเขา คือ การมีชีวิตอยู่อย่างคับแค้น”

     ♣ ผู้ใดที่สะสมและรวบรวมทรัพย์สินเงินทอง โดยปราศจากการอีมานและการรำลึกถึง พระองค์อัลลอฮฺก็จะผนึกบนหัวใจของเขา “แท้จริงสำหรับเขา คือ การมีชีวิตอยู่อย่างคับแค้น” 

     ♣ ผู้ใดที่หมกมุ่นอยู่แต่ในเรื่องของดุนยา มีชีวิตอยู่เพียงวันหนึ่งๆ เพื่อสนองตอบความใคร่ตัณหา ไม่คำนึงถึงความตายที่เขากำลังเดินไปหามัน อัลลอฮฺจะให้เขาจบชีวิตลงอย่างเลวร้ายและ ในโลกดุนยานี้เขาจะได้รับ “แท้จริงสำหรับเขา คือการมีชีวิตอยู่อย่างคับแค้น”

          กี่มากน้อยแล้วที่ความโลภทำให้มนุษย์เราเสียผู้เสียคนไปเพราะความอยากได้ที่ไม่มีขอบเขต และไม่มีที่สิ้นสุดมีฮะดิษบทหนึ่งที่บันทึกโดยท่านบุคอรีย์และมุสลิม กล่าวไว้ว่า มีรายงานจากอิบนฺอับบาส และอะนัส อิบฺมาลิก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม แจ้งว่า แท้จริง ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า 

“หากว่ามนุษย์ผู้มีทองอยู่ทุ่งหนึ่ง เขาก็ใคร่จะได้อีกเป็นทุ่งที่สอง

และปากของมนุษย์จะยังไม่เต็ม เว้นแต่เมื่อดินกลบหน้า

และอัลลอฮฺจะทรงอภัยโทษให้แก่ผู้ที่ขออภัยโทษ”

          อัลลอฮฺตะอาลาทรงยืนยันด้วยการสาบานว่ามนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้อยู่ในสภาพที่ขาดทุน คือ มนุษย์เราตั้งแต่เกิดมาและมีชีวิตอยู่จนกระทั่งตายนั้น จะอยู่ในสภาพที่ขาดทุน หรืออีกนัยหนึ่งเขาจะไม่พบกับทางรอด แต่ในเวลาเดียวกันพระองค์ก็ทรงประกาศยืนยันรับรองว่า มนุษย์ผู้นั้นจะประสบกับผลกำไรและรอดพ้นจากการขาดทุน เมื่อเขามีคุณลักษณะ 4 ประการ คือ 

♦ เป็นผู้ที่มีศรัทธาอีมานหนึ่ง

♦ เป็นผู้ปฏิบัติในความดีหนึ่ง 

♦ เป็นผู้แนะนำ สั่งสอนให้ยึดมั่นอยู่บนความจริงหนึ่ง และ

♦ เป็นผู้แนะนำสั่งสอนกันให้มีความอดทนหนึ่ง

คำยืนยันดังกล่าวข้างต้นนี้พระองค์ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺ อัลอัศรฺ ว่า

         สัญชาตญาณของมนุษย์ เป็นคนรีบร้อน ใจร้อน อยากเห็นอยากได้สิ่งที่ตนปรารถนาอย่างรวดเร็วและทันใจ และสัญชาตญาณที่ไม่ดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความใคร่หรืออารมณ์ใฝ่ต่ำเข้ามาครอบครองจิตใจอยู่เสมอ แต่ถ้ามนุษย์เราแต่ละคนใคร่ครวญถึงจุดจบและบั้นปลายของตนแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ไม่ดีงามเหล่านั้นก็จะสูญหายไป 

     ด้วยเหตุนี้บรรดาอุละมาอฺทั้งหลายถึงกับให้ความสนใจต่อความสำคัญของซูเราะฮฺที่ได้นำมากล่าวนี้ เช่น  

ท่านอิหม่ามซาฟิอี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวไว้ว่า 

          หากมิได้มีการประทานซูเราะฮฺอื่นๆ นอกจากซูเราะฮฺนี้ก็จะเป็นการพอเพียงเพราะเนื้อหาของซูเราะฮฺนี้เป็นการประกันถึงความสำเร็จและชัยชนะในวันกิยามะฮฺ คือ เป็นผู้ศรัทธามั่นต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ 

         ตราบใดที่มนุษย์มีความศรัทธาต่อพระผู้ทรงให้บังเกิดแล้ว เขาก็จะยึดมั่นและจะปฏิบัติตามข้อใช้ข้อห้ามของพระองค์ แล้วเขาก็จะเป็นผู้ประสบชัยชนะ เป็นผู้รอดพ้นจากไฟนรก ในเมื่อเขามีความศรัทธาดังกล่าวแล้วแน่นอนเขาก็จะปฏิบัติคุณงามความดี เพื่อจะเป็นเสบียงสำหรับตัวของเขาเพื่อจะไปพบพระองค์ในวันกิยามะฮฺ ด้วยความพอใจสำหรับตัวของเขาและหวังในความโปรดปรานของพระองค์อีกด้วย หลังจากนั้นก็จะช่วยกันปรับปรุงแก้ไขสังคม ด้วยการแนะนำสั่งสอนกันให้ยึดมั่นอยู่บนความจริงตลอดไป และแนะนำสั่งสอนกันให้มีความอดทนต่อสถานที่ที่เขาไม่พอใจในสังคม ให้มีความอดทนต่อหมู่ชนที่ไม่ยอมรับการแนะนำสั่งสอน ให้มีความอดทนต่อหมู่ชนที่อ้างตัวว่าดำเนินตามซุนนะฮฺแต่การกระทำการประพฤติปฏิบัติอยู่คนละทางกัน 

          ดังนั้น ผู้ใดที่ต้องการจะแสวงหาความสุขอันแท้จริงแล้ว เขาจะพบมันในมัสยิด ในคัมภีร์อัลกุรอาน ในการปฏิบัติตามซุนนะฮฺ ในการซิกรุลลอฮฺ การธำรงมั่นอยู่ในการปฏิบัติตามข้อใช้และข้อห้าม การแสวงหาวิชาความรู้และปฏิบัติตาม การช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าด้วยการแนะนำสั่งสอนหรือกำลังกาย หรือด้วยกำลังทรัพย์ การรักและเกลียดชังพี่น้องของเขาในหนทางของอัลลอฮฺ การไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องมุสลิม ไม่ว่าด้วยลิ้นหรือมือของเขา

ที่มา : เอกสารอัลอิสลาหฺ อันดับที่ 251-254

ปาเลสไตน์จะกลับสู่สภาพปกติได้อย่างไร ?

โดย… ชัยคฺ อุษัยมีน

แปลเรียบเรียง อ.ยาซีน สลักเพชร

          ฉันเองเชื่อ -อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง- ว่าอาหรับจะไม่มีทางประสบกับความสำเร็จ ในการที่จะทำให้ปาเลสไตน์กลับคืนสู่สภาพปกติได้ด้วยในนามแห่งอุดมการณ์แบบอาหรับ และไม่สามารถที่จะกลับสู่สภาพปกติได้เลยเว้นแต่ด้วยกับนามแห่งอิสลาม ที่ท่านนบีมุฮัมมัด  และบรรดาซ่อฮาบะฮฺได้ยึดถือปฏิบัติ ดังที่พระองค์กล่าวว่า 

          “แท้จริงแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ซึ่งพระองค์จะทรงให้มันสืบทอดแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ และบั้นปลายนั้นย่อมเป็นของผู้ยำเกรงทั้งหลาย” 

( อัล-อะอฺรอฟ : 128 )

          สำคัญอย่างยิ่ง….!!!  พวกอาหรับ(หลายประเทศ)เองได้พยายามเติมเต็มดุนยาด้วยการสบถวาจาและการประท้วง ดังนั้นพวกเขาจะไม่สามารถมีชัยชนะได้ (เพราะวิธีการดังกล่าวไม่ใช่วิธีของอิสลาม) จนกว่าพวกเขาจะเรียกร้องให้ยิวออกจากฟิลิซตีนด้วยกับอิสลาม อันจะเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้ปฏิบัติตัวของพวกเขาให้อยู่ในครรลองของอิสลาม แล้วผลจากการที่พวกเขาปฏิบัติตนดังกล่าว สิ่งที่ท่านนบี  ได้เคยกล่าวไว้ก็จะเกิดขึ้นกับพวกเขา ( คือได้รับชัยชนะ ) 

ดังที่ท่านนบี  ได้กล่าวว่า 

     “วันกิยามะฮฺจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่ามุสลิมจะทำสงครามกับยิว มุสลิมจะทำการสังหารยิว จนกระทั่งพวกยิวไปหลบหลังก้อนหินและต้นไม้  ก้อนหินและต้นไม้ก็จะเปล่งเสียงว่า “จงมาฆ่ายิว” พวกมันอยู่หลังฉัน” 

(บุคคอรีย์/มุสลิม)

            ดังนั้นฉันขอกล่าวว่า : เราจะไม่จัดการพวกยิวด้วยกับอุดมการแบบอาหรับ เราจะไม่จัดการกับพวกเขาเว้นแต่ด้วยกับอัล-อิสลาม ใครก็ตามที่ปรารถนาดังกล่าว ดังนั้นจงอ่านดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า 

“และแท้จริงนั้นเราได้บันทึกไว้ในคัมภีร์อัซซะบูร หลังจากที่เราได้บันทึกไว้ในเลาหิลมะหฺฟู้ซ

แผ่นดินนั้นปวงบ่าวของเราที่ดีมีคุณธรรมจะเป็นผู้สืบทอดมรดกมัน”

( อัล-อัมบิยาอฺ : 105 )

         ดังนั้น อัลลอฮฺจะทรงมอบแผ่นดินให้เป็นมรดกกับบ่าวของพระองค์ที่ซอลิหฺ(คนดีมีคุณธรรม) และเมื่อเราเป็นบ่าวที่ซอลิหฺของพระองค์ พระองค์ก็จะมอบมรดก(ผืนแผ่นดิน)ให้กับเรา อย่างสะดวกและง่ายดาย โดยไม่มีอุปสรรคความเหนื่อยยากใดๆ และไม่ต้องพร่ำเพ้อให้มันยืดยาวแบบไม่มีที่สิ้นสุด

          และฉันเองได้รู้มาว่า บรรดามุสลิมในยุคทองแห่งอิสลาม พวกเขาไม่ได้ครอบครองฟิลิซตีนด้วยกับอื่นใด เว้นแต่…ด้วยกับการดำเนินตามอิสลามอันบริสุทธิ์ !!! และก็เช่นกันในยุคนั้นพวกเขาไม่ได้ครอบครองบรรดาหัวเมืองใหญ่ๆต่างๆ เช่น เปอร์เซีย โรม และเมืองอิยิปต์ นอกจากด้วยกับอิสลามอันบริสุทธิ์เท่านั้น

          และทั้งหมดนี้ ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบรรดาวัยรุ่นของเราพวกเขาจะช่วยเหลือปาเลสไตน์อย่างถูกวิธี เพราะชัยชนะจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนนอกจากด้วยกับอิสลามเท่านั้น!!! ไม่ใช่อิสลามตามอารมณ์ หรืออิสลามแค่เพียงในบัตรประชาชนเท่านั้น

ที่มา : ตัฟซีรซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ 169-170

แรงบันดาลใจ

โดย : อ. ญะม้าล ไกรชิด

           แรงบันดาลใจ คือ แรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้มนุษย์ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่การงานและทำสิ่งเหล่านั้นออกมาอย่างดีที่สุด

          แต่ในปัจจุบัน หากเราสอบถามหนุ่มสาวในยุคนี้ว่า คุณมีเป้าหมายอะไร หลังจากสำเร็จการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัย ? เราอาจต้องประหลาดใจกับคำตอบที่ได้ยิน คือ “ไม่รู้” หรือ “ไม่ทราบ” ทั้งๆ ที่พวกเขาได้ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนมาเป็นระยะเวลานานหลายปี หมดค่าใช้จ่ายไปจำนวนมาก แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความเจ็บปวดของบิดามารดา พวกเขากลับตอบว่าไม่รู้กระนั้นหรือ? มันเป็นการสูญเสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ ไร้จุดหมายเหมือนกับจรวดที่พุ่งออกไปโดยไร้การบังคับ และเป็นความหายนะ อย่างใหญ่หลวง

          หลังจากการสอบผ่านและสำเร็จการศึกษา ทำไมคนหนุ่มสาวถึงมองไม่เห็นคุณค่าของการทุ่มเทที่เสียไป ?เพราะพวกเขาขาดความฝัน ขาดแรงบันดาลใจ ไม่มีแรงบันดาลใจที่เป็นนักวิชาการ นักประดิษฐ์ นักพัฒนา ครูอาจารย์หรือนักวิจัย ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเป็นนักคิดค้นนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ หรือ ผู้มีพรสวรรค์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และไม่มีแรงบันดาลใจที่จะปฏิบัติหน้าที่การงาน เสียสละและทุ่มเท 

          เพราะอะไร ? เพราะเห็นว่าเหล่าดารานักแสดง เป็นคนเด่นคนดังและเป็นที่คาดหวังของสังคม หรือเพราะเห็นว่าฝีเท้าของบรรดานักกีฬามีค่าและศักดิ์ศรีต่อผู้คนมากกว่าสติปัญญาของบรรดานักวิชาการและนักประดิษฐ์กระนั้นหรือ?

          แท้จริง ทุกวันนี้ ผู้ปกครองต่างก็หวังและวาดฝันให้บุตรหลานของตนเป็นดาราหรือเป็นนักกีฬาอาชีพ ไม่ใช่ให้เป็นนักวิชาการ ครูอาจารย์หรือนักประดิษฐ์

          น่าเสียดายที่วัยรุ่นยุคนี้ไม่สามารถจำแนกได้ระหว่างนักทดลองและคนเกียจคร้านเอาแต่สบาย เหมือนกับพวกเขาต่างคิดว่าทำไมจะต้องเหนื่อย? ทำไมต้องพยายาม? พวกเขารู้สึกเบื่อหน่าย ไร้จุดหมายและไม่สนใจสังคม ถ้าแค่นั้นก็คงดี แต่ว่ามันไม่ใช่แค่นั้น พวกเขากลับต่อต้านสังคมด้วยการโกรธเกลียดเคียดแค้นผู้คนในสังคมอีกด้วย มิใช่เหตุผลอะไรเลย เพียงเพราะพวกเขาไม่ได้เป็นนักกีฬา นักแสดงหรือนักร้องตามที่ฝันเอาไว้ จนบางคนก็หันเหชีวิตไปพัวพันกับยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมายและสิ่งต้องห้ามต่างๆ จนเข้าสู่วังวนแห่งการหลงผิดจนยากที่จะถอนตัว พวกเขาเห็นว่าการได้อยู่ในแสงไฟ เป็นคนโด่งดัง มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักสำคัญกว่าการนำพาสังคมให้เจริญก้าวหน้าและสร้างความสันติสุขแก่สมาชิกในสังคม

          หากบรรดาวัยรุ่นจะพิจารณาศาสนาอันเที่ยงธรรมของเราสักนิด ความมืดมน สิ้นหวังก็จะหมดไป แล้วเราจะพบกับความหวังอันสดใส เรืองรองอยู่เบื้องหน้า ทำไมล่ะ? เพราะศาสนาอันบริสุทธิ์ของเราได้จำแนกสมาชิกในสังคมทุกคนตามสิ่งที่เขาได้ทำเอาไว้  

อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

“ดังนั้น ผู้ใดที่ทำคุณงามความดีไว้เพียงแค่ผงธุลีเดียว เขาก็จะได้เห็นมัน

และผู้ใดที่ทำชั่วไว้เพียงแค่ผงธุลีเดียว เขาก็จะได้เห็นมัน”

(อัซซัลซะละฮฺ 99 : 7-8)

“แล้วเราจะทำให้บรรดามุสลิมนั้นเหมือนกับบรรดาผู้ก่ออาชญากรรมกระนั้นหรือ แล้วพวกเจ้าจะตัดสินว่าอย่างไรกัน?”

(อัลกอลัม 68 : 35-36)

          พี่น้องเยาวชนทั้งหลาย หากท่านเคร่งครัดและจริงจัง ท่านจะพบกับความสำเร็จ ความมั่นคงในชีวิต ท่านจะสามารถพิสูจน์ตัวตนของท่านให้สังคมได้ยอมรับ จงผินหน้าขึ้นไปบนฟ้า แน่นอน ผู้ที่อยู่บนนั้นทรงมองเห็นเราก็จะรักเรา

          เมื่อท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอู๊ด เห็นท่านอัรร่อเบี๊ยะอฺ อิบนุ คุซัยมฺ เป็นผู้ที่มีมารยาทดี พูดจาอ่อนหวานไพเราะ และเป็นมิตรกับผู้คน ซึ่งมีมารยาทเหมือนกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านจึงกล่าวกับเขาว่า 

       “โอ้ อัรร่อเบียะอฺ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ว่า หากท่านร่อซูลได้เห็นเจ้า แน่นอนท่านร่อซูลจะรักเจ้า ท่านจะขยับที่นั่งให้เจ้านั่งข้างๆ ท่านเป็นแน่ เมื่อฉันเห็นเจ้าก็ทำให้ฉันนึกถึงบรรดาผู้นอบน้อมถ่อมตน”

          นี่คือ การให้กำลังใจ การสร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่จากผู้เป็นซอฮาบะฮฺอาวุโส ต่อเยาวชนยุคตาบิอีน ที่ไม่ได้พบกับท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม คำพูดเหล่านี้ได้สร้างบุคลิกภาพและตัวตนของท่านอัรร่อเบียะอฺ อิบนุ คุซัยมฺ ถือเป็นคำพูดที่สร้างอนาคตให้เขาเลยทีเดียว

          ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ให้ความสำคัญกับการสร้างกำลังใจและแรงบันดาลใจให้แก่บรรดาซอฮาบะฮฺของท่าน เมื่อท่านต้องการกระตุ้นให้บรรดาซอฮาบะฮฺเผยแพร่ศาสนาและท่องจำวิชาความรู้ ท่านก็จะกล่าวขอพรแก่พวกเขาว่า

       “ขออัลลอฮฺ โปรดทรงให้ผู้ที่ได้ยินสิ่งใดจากฉันแล้วนำไปบอกต่อ เผยแผ่เช่นที่เขาได้ยินมาได้มีใบหน้าที่สดใสเพราะบางทีผู้บอกต่อจะจดจำคำพูดนั้นมากกว่าผู้ได้ยินเสียอีก”

(บันทึกโดย อิมามอัตติรมิซีย์)

       นี่คือกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ คือ คำอวยพรจากท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แก่ผู้ที่รับฟังวิชาความรู้ แล้วนำไปเผยแผ่ และบอกต่อ ให้พวกเขามีใบหน้าอิ่มเอิบและสดใส

       ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ชายที่ดีที่สุด คือ อับดุลลอฮฺ หากเขาลุกขึ้นละหมาดในเวลากลางคืน”

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์ และมุสลิม) 

          เราลองสมมติว่า เราไม่ได้ลุกขึ้นละหมาดในเวลากลางคืน แล้วเราได้ยินมีคนเล่าว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พูดถึงเราว่า เราจะเป็นคนที่ดีที่สุด หากว่าเราลุกทำละหมาดในเวลากลางคืน เราจะทำยังไง ? แน่นอนท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร ผู้ซึ่งท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เอ่ยถึงในฮะดิษเบื้องต้นจึงไม่เคยละทิ้งการละหมาดในเวลากลางคืนอีกเลย

และอีกเหตุการณ์หนึ่ง ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

“บ่าวที่ดีที่สุดของอัลลอฮฺ คือ คอลิด อิบนุล วะลีด ผู้เป็นเสมือนคมดาบของอัลลอฮฺ”

(บันทึกโดย อิมามอัตติรมิซีย์)

       (ฉายาของท่านที่เป็นที่รู้จักต่อมาคือ ดาบของอัลลอฮฺที่ถูกชักออกจากฝัก)หากเราเป็นท่านคอลิด เราจะทำอย่างไร? เราจะวางดาบแล้วไม่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ ดอกหรือ?

เราจะทำเช่นไร หากท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พูดกับเราว่า

       “โอ้ ชะอฺด จงยิงธนูออกไปเถิด ฉันขอตอบแทนท่านด้วยบิดาและมารดาของฉัน” (ฉันขอตอบแทนหรือไถ่ตัวท่านด้วยบิดามารดาของฉัน เป็นสำนวนในอาหรับ แสดงถึงความพึงพอใจในบุคคลนั้นๆ)

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)

ท่านชะอฺด อิบนิ อบีวักก๊อซ เป็นนักยิงธนูที่แม่นยำและเก่งกาจมาก

           พี่น้องที่รัก ท่านเห็นหรือยังว่า แรงบันดาลใจและกำลังใจนั้นมีค่ามากมายขนาดไหนในการสร้างอนาคต แต่ผู้ที่ยังหลงผิดในสังคมเราที่ต้องหลงทางก็เพราะต่างผินหลังให้คำสอน การอบรมและจุดมุ่งหมายต่างๆ ของศาสนานั่นเอง

          เพราะเหตุนี้ เราจึงขอกล่าวแก่เยาวชนคนหนุ่มสาวว่า จงพิจารณาให้ถี่ถ้วนและลึกซึ้งถึงชนก่อนหน้าเรา 14ศตวรรษ เป็นยุคสมัยที่ยอดเยี่ยม ยุคสะลัฟอัซซอและห์ จนถึงยุคของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นที่รักของพวกเรา เราจงมั่นคง ยืนหยัดและมีจุดยืนตามแนวทางของพวกท่านเหล่านั้นเถิด

“ชนเหล่านี้ คือ ผู้ที่อัลลอฮ์ได้ทรงแนะนำไว้ ดังนั้น ด้วยคำแนะนำของพวกเขา เจ้าจงเจริญรอยตามเถิด”

(อัลอันอาม 6 : 90)

วารสาร สายสัมพันธ์

ค ว า ม รั ก… คือ..?

โดย… อารีฟ เต่าพาลี

     อิมามอิบนุกอยยิม อัล-เญาซียะฮฺ รอฮิมะฮุลลอฮ ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องของหัวใจและความรัก ได้กล่าวไว้ว่า

لَا تُحَدُّ الْمَحَبَّةُ بِحَدٍّ أَوْضَحَ مِنْهَا. فَالْحُدُودُ لَا تَزِيدُهَا إِلَّا خَفَاءً وَجَفَاءً.

فَحَدُّهَا وُجُودُهَا. وَلَا تُوصَفُ الْمَحَبَّةُ بِوَصْفٍ أَظْهَرَ مِنَ الْمَحَبَّة

          ความรักนั้นมิอาจให้คำจำกัดความที่ชัดเจนได้ และการให้คำจำกัดความของความรักนั้นไม่ได้เพิ่มสิ่งใดเลยนอกจากการซ่อนเร้นและถูกปิดบัง(ยิ่งไม่เข้าใจ)

          ดังนั้นความรักจะไม่ถูกบรรยายด้วยกับลักษณะที่ปรากฏภายนอก จากความรัก (หมายถึง-ความรักไม่สามารถถูกอธิบายได้จากภาพที่เห็น ต้องสัมผัสสด้วยตัวเองถึงจะรู้ว่าความรักคืออะไร)

(มะดาริญุสสาลิกีน 3/11)

          บางคนพูดว่า ความรัก คือ สิ่งนั้น สิ่งนี้ แต่สำหรับบางคน ความรักก็ไม่ใช่เหมือนสิ่งที่เขากล่าวกัน และ บางคนก็แยกไม่ออก ระหว่างความรัก กับความหลง

อิมามอิบนุลเญาซีย์ รอฮิมะฮุลลอฮ ยังได้กล่าว่ไว้อีกว่า 

لأَنَّ الْعِشْقَ شُغْلُ الْفَارِغِ ، فَهُوَ يُمَثِّلُ صُورَةَ الْمَعْشُوقِ فِي خَلْوَتِهِ لِشَوْقِهِ إِلَيْهَا ، فَيَكُونُ تَمْثِيلُهُ لَهَا إِلْقَاءً فِي بَاطِنِهِ ، فَإِذَا تَشَاغَلَ بِمَا يُوجِبُ اشْتِغَالَ الْقَلْبِبِغَيْرِ الْمَحْبُوبِ دَرَسَ الْحُبُّ وَدَثَرَ الْعِشْقُ وَحَصَلَ التَّنَاسِي .

          “รักที่ลุ่มหลงนั้นคือ งานยุ่งของผู้ว่างงาน(หมายถึง-คนที่วันๆไม่ทำอะไรเวลาอยู่ว่าง ก็จะครุ่นคิดมโนภาพวนเวียนแต่เรื่องความรัก คิดถึงคนนั้นคนนี้)  มันจะสร้างมโนภาพให้กับผู้ที่ถูกทำให้ลุ่มหลงในการอยู่คนเดียวลำพังของเขา เพื่อให้เกิดความปรารถนาของเขาสู่ภาพนั้น(เพื่อให้เขาลุ่มหลงเอาแต่มโนภาพถึงความรักนั้น) แต่แล้วเมื่อหัวใจของเขาได้กลับไปยุ่งอยู่กับสิ่งที่เขาควรจะเอาหัวใจไปให้ความเอาใจใส่กับสิ่งอื่น ที่สมควรจะรักมากกว่านั้น เขาก็จะได้เรียนรู้ถึงความรักที่แท้จริงและ ความรักที่ลุ่มหลงก็จะถูกลบไป และเขาก็จะลืมมัน(ความรักที่ลุ่มหลงนั้น)”

(ซัมมุลฮะวา /473)

          หมายถึง-คนใดเกิดรักที่ลุ่มหลงมันก็จะทำให้เขาคิดมโนภาพไปถึงคนๆนั้นและปรารถนาที่จะทำให้เหมือนสิ่งที่เขามโนภาพไว้ และหลงลืมทุกสิ่งอย่าง มุ่งหน้าแต่ต้องการให้ได้มาซึ่งการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งความรักนั้น

          การมีความสัมพันธ์กันระหว่างชายหญิงอย่างไม่ถูกต้อง ย่อมบังเกิดมาจากการล่อลวงของชัยฏอน ที่คอยหลอกล่อยุแหย่ให้เขาเห็นว่า ความลุ่มหลงนั้นคือความรัก แต่ถ้าหากเขาได้สติและนึกกลับตัวไปทำสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำ หรือจำเป็นที่จะต้องรักมากกว่าได้ เขาก็จะหายจากความรักที่ลุ่มหลงนั้น และเมื่อเขามองย้อนกลับมา  มันก็เป็นเพียงการที่เขาลืมตัวและทำตัวเองให้หลงใหลไปกับสิ่งที่เขาคิดเอาเองว่ามันคือความรักเท่านั้นเอง แล้วเขาก็จะลืมมันได้

ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวไว้ว่า 

لاَ يَخْلُوَنَّ رَجُلٌ بِامْرَأَةٍ فَإِنَّ ثَالِثَهُمَا الشَّيْطَانُ

“บุรุษจงอย่าอยู่ร่วมกับสตรีเพียงลำพัง(โดยปราศจากมะหฺร็อมของนาง)เป็นอันขาด

เพราะแท้จริงบุคคลที่สาม(ที่จะอยู่ร่วมกับทั้งสอง) คือ ชัยฏอน”

     จากหลักฐานนี้ทำให้รู้ว่า การที่ชายหญิงอยู่ด้วยกันและเกิดการพูดคุยในแบบชู้สาว มาจากการยุแหย่ของชัยฏอนที่เป็นบุคคลที่สาม

          มีการสอบถามกับผู้ชายถึงเวลาอยู่ตามลำพังกับผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานกันแล้วเขาคิดอะไร ส่วนมากแล้วผู้ชายตอบว่าเวลาอยู่กับผู้หญิงจะคิดถึงแต่เรื่องเซ็กส์มากกว่าความความรัก นั่นเป็นด้วยอารมณ์ชะฮฺวะฮฺของผู้ชายและรวมถึงเป็นการล่อลวงของชัยฏอนด้วย ผู้หญิงก็เช่นกัน เวลานางอยู่กับผู้ชายที่ไม่ได้แต่งงานกันตามลำพังและมีความปรารถนาในตัวเขา ผู้หญิงจะมีสัญญาณลับที่บ่งบอกให้ผู้ชายรู้ว่าเธอชอบเขา และยินยอมเป็นของเขา ไม่ว่าจะเป็นการส่งสัญญาณด้วยท่าทาง สายตา หรือคำพูดคำจา และอากับกริยาต่างๆ ดังนั้นศาสนาจึงห้ามที่จะปล่อยให้ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพัง เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นก็ถือเป็นการเข้าใกล้การทำซินาแล้ว และจะนำพาให้ทั้งคู่เลยเถิดไปถึงขั้นทำซินากันจริงๆได้

ท่านรอซูลุลลอฮ ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า

كُتِبَ عَلَى ابْنِ آدَمَ نَصِيبُهُ مِنَ الزِّنَى مُدْرِكٌ ذَلِكَ لاَ مَحَالَةَ 

فَالْعَيْنَانِ زِنَاهُمَا النَّظَرُ وَالأُذُنَانِ زِنَاهُمَا الاِسْتِمَاعُ وَاللِّسَانُ زِنَاهُ الْكَلاَمُ وَالْيَدُ

زِنَاهَا الْبَطْشُ وَالرِّجْلُ زِنَاهَا الْخُطَا وَالْقَلْبُ يَهْوَى وَيَتَمَنَّى وَيُصَدِّقُ ذَلِكَ الْفَرْجُ وَيُكَذِّبُهُ

     “ลูกหลานของอาดัมถูกกำหนดส่วนของซินาไว้แล้ว เขาต้องพบเจอมันอย่างแน่แท้ (อาจจะเป็นซินาจริงๆหรือซินาเสมือนก็ได้) ได้แก่ 

   ซินาของดวงตาทั้งสองคือการมอง (มองสิ่งหะรอม) 

   ซินาของหูทั้งสองคือการฟัง (ฟังการซินา หรือฟังสิ่งที่จะพาไปสู่ซินา) 

   ซินาของลิ้นคือคำพูด (คำพูดเกี้ยวพาราสี พูดสิ่งหะรอม) 

   ซินาของมือคือการจู่โจม (เช่นการสัมผัสผู้ไม่ใช่มะห์รอม) 

   ซินาของขาคือการก้าวย่าง (เดินไปสู่ซินา หรือสิ่งที่จะนำพาไปสู่ซินา) 

   ส่วนหัวใจนั้นเอนเอียงและหวังจะทำ (ด้วยการคิดคำนึง) 

   ซึ่งอวัยวะเพศอาจจะเชื่ออวัยวะเหล่านั้น หรืออาจปฏิเสธมัน (ด้วยการทำให้ซินาเกิดขึ้นจริงๆ หรืออาจจะปฏิเสธยับยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้นจริง)” 

(อัล-บุคอรียฺ หน้า 1202 หะดีษหมายเลข 6243, และมุสลิม หน้า 1066 หะดีษหมายเลข 2657)

           จากหลักฐานต่างๆเหล่านี้ ทำให้เราสามารถที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรคือความรักและอะไรคือความหลง

          การปล่อยตัวปล่อยใจ หรือการทำหัวใจให้ว่างเว้นจากการให้ความรักกับสิ่งที่จำเป็นสำหรับเรา อาจจะทำให้เราเกิดความรักที่ลุ่มหลงและ ทำให้เกิดความวุ่นวายใจ สับสน คิดถึงแต่ความรักที่ลุ่มหลงนั้นและมโนภาพไปต่างๆนาๆกว่าจะรู้ตัวก็เมื่อสายไปแล้ว 

          การอยู่กับความรัก ต่ออัลลอฮฺ และ ศาสนา จะทำให้เขารอดพ้นจากสิ่งดังกล่าว ดังนั้นจงแยกแยะระหว่างความรักและความลุ่มหลง และอดทนต่อสู้กับความลุ่มหลงและชัยฏอนมารร้าย และเก็บความรักนั้นไว้ให้กับสิ่งที่เขาสมควรจะรัก

     ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ ในมัจญ์มูอฺ อัลฟะตาวา (เล่ม 10 หน้า 133) ได้กล่าวว่า:

يقول شيخ الإسلام ابن تيمية رحمه الله “مجموع الفتاوى” (10/133) :

” فأما إذا ابتُلى بالعشق وعف وصبر ، فإنه يثاب على تقواه لله ، فمن المعلوم بأدلة الشرع أنه إذا عف عن المحرمات نظرا وقولا وعملا ، وكتم ذلكفلم يتكلم به ، حتى لا يكون في ذلك كلام محرم ، إما شكوى إلى المخلوق ، وإما إظهار فاحشة ، وإما نوع طلب للمعشوق ، وَصَبر على طاعة اللهوعن معصيته ، وعلى ما فى قلبه من ألم العشق ، كما يصبر المصاب عن ألم المصيبة ، فان هذا يكون ممن اتقى الله وصبر ، ( إِنَّهُ مَن يَتَّقِ وَيَصبِرفَإِنَّ اللَّهَ لاَ يُضِيعُ أَجرَ المُحسِنِينَ )

          ถ้าหากโดนทดสอบให้มีอาการหลงใหลอยู่แต่ในความรัก แล้วเขาก็อดทนและปกป้องดูแลความบริสุทธิ์ของตน เขาย่อมจะได้รับผลบุญเนื่องด้วยความยำเกรงของเขาต่ออัลลอฮฺ เพราะเป็นสิ่งที่ทราบกันในหลักศาสนบัญญัติว่าเมื่อผู้ใดปกป้องดูแลตัวเองจากราคะที่ต้องห้าม ไม่ว่าจะเป็นการมอง การพูด การกระทำ และได้ปกปิดสิ่งนั้นไว้ไม่นำไปพูดคุยกับคนอื่น เพื่อไม่ให้เกิดมีการพูดที่ต้องห้ามขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการพูดบ่นต่อสิ่งถูกสร้าง(ผู้คน) หรือการเปิดเผยความเลวทรามต่ำช้า หรือการอ้อนวอนร้องขอจากคนรัก พร้อมๆ กับที่เขาอดทนด้วยการปฏิบัติเชื่อฟังอัลลอฮฺและหักห้ามใจจากการกระทำผิดบาป และอดทนต่อบททดสอบของความเจ็บปวดจากความรัก ซึ่งหัวใจของเขาประสบเช่นคนที่อดทนเพราะความเจ็บปวดจากมะอฺศิยะฮฺ (การทำสิ่งที่ฝ่าฝืน) แน่นอน คนที่ว่านี้ย่อมต้องเป็นผู้ยำเกรงและผู้อดทน ดังในโองการที่ว่า

إِنَّهُ مَن يَتَّقِ وَيِصْبِرْ فَإِنَّ اللهَ لاَ يُضِيعُ أَجْرَ الْمُحْسِنِينَ

“แท้จริง ผู้ใดที่ยำเกรงและอดทน แน่นอนอัลลอฮฺจะมิทรงให้รางวัลของบรรดาผู้ทำความดีนั้นสูญหายหรือไร้ค่า”

 (ยูซุฟ 90)

http://www.islammore.com/view/4407

ความตายไม่จำกัดอายุ

แปลเรียบเรียง ตุวัยลิบุ้ลอิลมฺ

         ความตายมันไม่จำกัดที่อายุ และมันไม่ใช่เงื่อนไขว่าคนอายุน้อยจะไม่ตาย หรือคนอายุมากจะต้องตายก่อน ดังที่อัลลอฮซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงตรัสไว้ว่า :

وَمَا تَدْرِي نَفْسٌ مَاذَا تَكْسِبُ غَدًا ۖ وَمَا تَدْرِي نَفْسٌ بِأَيِّ أَرْضٍ تَمُوتُ ۚ إِنَّ اللَّهَ عَلِيمٌ خَبِيرٌ

“และไม่มีชีวิตใดรู้ว่าพรุ่งนี้จะมันขวนขวายในสิ่งใด

และไม่มีชิวิตใดรู้ว่า ณ แผ่นดินใดที่มันจะตาย แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ยิ่ง” 

(ซูเราะห์ ลุกมาน อายะห์ ที่ 34)

          เราไม่รู้ว่าเราจะตายตอนไหน เราไม่รู้ว่าเราจะตายที่ใด เรารู้เพียงอย่างเดียวว่าเราทุกคนต้องตายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า :

كُلُّ نَفْسٍ ذَائِقَةُ الْمَوْتِ ۖ ثُمَّ إِلَيْنَا تُرْجَعُونَ

“ทุก ๆ ชีวิตนั้นจะได้ลิ้มรสแห่งความตาย แล้วพวกเจ้าจะถูกนำกลับยังเรา”

(ซูเราะห์ อัลอังกะบูต อายะห์ที่ 57)

          คำถามที่พวกเราทุกคนจะต้องถามตัวเองและตอบตัวเองในใจว่า เราพร้อมหรือไม่หากอัลลอฮเรียกเราไปตอนนี้ หากเราเสียชีวิต เราพร้อมหรือไม่ ? เราพร้อมที่จะตอบคำถามของมลาอิกะทั้งสามคำถามหรือไม่ ? ความดีของเราเพียงพอแล้วหรือยัง ? เราจะไปสวรรค์หรือลงนรก ? หลักเตาฮีดของเราหลักอากีดะห์ความเชื่อของเราถุกต้องแล้วหรือยัง ? เราไม่กลัวบ้างหรือ ? หรือว่าเราคิดว่าตัวเองจะไม่ตายจะอยู่เป็นอมตะอย่างนั้นหรือ ? (ถ้าคิดอย่างหลังนี่แสดงว่าสติไม่ดีแล้ว)

          นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องระลึกถึงอยู่เสมอ แต่มันก็น่าแปลก ทั้งๆที่เราทุกคนต่างเชื่อมั่นกันดีว่าเราต้องตาย แต่หลายคนกลับไม่นึกถึงสิ่งที่สำคัญมากยิ่งกว่าความตาย นั่นคือ อามั้ลของเราพอแล้วหรือยัง

ท่านอมีรุ้ลมุอฺมินีน อุมัร บิน อับดุลอะซีซ (เสียชีวิต ปี ฮ.ศ.101) รอฮิมะฮุ้ลลอฮ กล่าวว่า :

     “ฉันไม่เคยเห็นความเชื่อมั่นใดที่ดูคล้ายกับ(จะกลาย)เป็นความสงสัย มากไปกว่าความเชื่อมั่นของมนุษย์ที่มีต่อความตายอีกแล้ว แล้วพวกเขาก็ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรเลยสำหรับความตาย”

“ตัฟซีร อัลกุรตุบี่ย์” เล่ม 10 หน้าที่ 64

         และเมื่อใดก็ตามที่เราหลงใหลอยู่กับโลกดุนยา หลงใหลอยู่กับทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง เมื่อนั้นมันก็จะทำให้หัวใจเราตายด้านทันที วั้ลอิยาซุบิ้ลละห์ ดังนั้นแล้วเราควรรำลึกถึงความตายอยู่เสมอ ดังที่ท่านนบี ศ็อลลั้ลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมกล่าวว่า :

“พวกท่านจงนึกถึงสิ่งที่ตัดขาดความอร่อยตัดขาดความสนุกเพลิดเพลินให้มากๆเถิด สิ่งนั้นก็คือความตาย”

(รายงานโดย ติรมีซีย์ และนะซาอีย์ และ ท่านอิบนุฮิบบาน ให้สถานะฮะดิษนี้ว่า ศอเฮี๊ยะ)

          และคนที่ยังทำผิดและฝ่าฝืนอัลลอฮ์อยู่ ก็พึงยำเกรงอัลลอฮ์ให้มากๆเถิด เพราะในวันนั้นไม่มีใครช่วยท่านได้นอกจากความดีที่ท่านทำมาเท่านั้น ท่านอาจจะไม่นึกอะไรตอนนี้ เพราะยังสนุกกับความผิดที่ทำ แต่คิดว่า ท่านเองก็อาจจะเคยเจ็บปวดทางร่างกาย ประสบอุบัติเหตุมาอยู่บ้าง ก็ลองนึกถึงตอนนั้นดูสิว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน แล้วลองคิดว่าในหลุมฝังศพ ในวันกิยามะห์ มันจะเจ็บปวดมากกว่านี้หลายร้อยเท่า นะอูซุบิ้ลลาฮมินซาลิก ขออัลลอฮ์ทรงนำทาง

http://www.islammore.com/view/4430

มารยาท ในการใช้อินเตอร์เน็ต

อัลดุลวาเฮด สุคนธา เรียบเรียง

          อินเทอร์เน็ตทำให้การสื่อสารข้อมูลเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้มีบทบาทและสำคัญเพิ่มมากขึ้นใช้ชีวิตประจำวันของคนเราทุกคน เช่นเดียวกัน ก็มีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบมากมาย

          มุสลิมจะต้องรู้จักการใช้ อินเตอร์เน็ตอย่างถูกต้องและจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับมารยาท ข้อปฏิบัติตามหลักการของอิสลาม เพื่อให้การใช้งานเครือข่ายร่วมกับผู้อื่นเกิดประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ และเรื่องมารยาทต่างๆ

♦ เริ่มด้วยการกล่าว “บิสมิลละฮฺ” (ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ)

          “บิสมิลละฮฺ” (ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ) เป็นการเริ่มต้นที่ดีของการกระทำสิ่งต่างๆ ดังนั้นเราจึงควรเริ่มต้นด้วยบิสมิลละฮฺ วลีศักดิ์สิทธิ์นี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอิสลาม ที่มุสลิมจะกล่าวอยู่เป็นเนื่องนิจ เวลาเราเข้าใช้สื่อออนไลน์อินเตอร์เน็ต เช่น เฟสบุก อีเมล์ ควรเริ่มด้วยการด้วยพระนามอัลลอฮฺและขอความคุ้มครองจากพระองค์บรรดาผู้รู้ส่งเสริมกล่าวเวลาเริ่มกิจการงานหนึ่ง งานใด เพื่อความศิริมงคลและขอความคุ้มครองจากมารร้าย

           “บิสมิลละฮฺ” (ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ) เป็นคุณสมบัติที่ให้ความเจริญ เมื่อกล่าว “บิสมิลละฮฺ” หมายถึงเราจะทำสิ่งต่างๆ ด้วยพระนามของพระองค์

♦ ลดสายตาต่ำจากสิ่งที่ต้องห้าม เห็น คลิป รูปภาพ

          อินเตอร์เน็ต คือความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ที่ประทานให้มนุษย์ แต่ในเวลาเดียวกันมันคือดาบสองคมทั้งดีและไม่ดี เช่น ผู้ที่เรียกร้องไปสู่หนทางที่หลงผิด กลุ่ม ชีอะ หรือผู้ที่ต้องการบิดเบือนศาสนาอิสลาม จำพวกคลิป เสียงดนตรีและ ภาพลามกอนาจารต่างๆ การพูดสนทนาที่ไร้สาระมากมาย ฉะนั้นจะต้องพยามใช้อินเตอร์เน็ตอย่างระมัดระวังและอยู่ในขอบเขตของศาสนา

อัลลอฮฺ ตรัสว่า

﴿ وَاللَّهُ يُرِيدُ أَنْ يَتُوبَ عَلَيْكُمْ وَيُرِيدُ الَّذِينَ يَتَّبِعُونَ الشَّهَوَاتِ أَنْ تَمِيلُوا مَيْلًا عَظِيمًا ﴾[النساء: 27]

     “และอัลลอฮฺ ทรงปรารถนาที่จะอภัยโทษให้แก่พวกเจ้า และบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำนั้นปรารถนาที่จะให้พวกเจ้าเอนเอียงออกไปอย่างมากมาย”

﴿ وَالَّذِينَ لَا يَشْهَدُونَ الزُّورَ وَإِذَا مَرُّوا بِاللَّغْوِ مَرُّوا كِرَامًا ﴾

“และบรรดาผู้ไม่เป็นพยานในการเท็จ และเมื่อพวกเขาผ่านเรื่องไร้สาระ พวกเขาผ่านไปอย่างมีเกียรติ”

﴿ وَإِذَا سَمِعُوا اللَّغْوَ أَعْرَضُوا عَنْهُ وَقَالُوا لَنَا أَعْمَالُنَا وَلَكُمْ أَعْمَالُكُمْ سَلَامٌ عَلَيْكُمْ لَا نَبْتَغِي الْجَاهِلِينَ ﴾ [القصص: 55]

     “และเมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องไร้สาระ พวกเขาก็ผินหลังออกห้างไปจากมัน และกล่าวว่า “การงานของเราก็จะได้แก่เรา และการงานของพวกท่านก็จะได้แก่พวกท่าน ศานติแด่พวกท่าน เราจะไม่ขอร่วมกับพวกงมงาย”

♦ จะต้องมีความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺ ขณะใช้อินเตอร์เน็ต

           ในขณะเราใช้อินเตอร์เน็ตในห้องคนเดียวมักจะมีความอ่อนไหวได้ง่าย สามารถเข้าไปเปิดดูคลิปต่างๆที่ไม่เหมาะสมโดยไม่มีใครเห็น ฉะนั้นมุสลิมที่เข้มแข็งจะต้องระวังจากจิตใจที่อ่อนแอ พยายามรำลึกถึงอัลลอฮฺ อยู่เสมอว่าแท้จริงพระองค์ทรงมองเห็นการกระทำของเราตลอดเวลา ดังที่อัลลอฮฺกล่าวถึงลักษณะของคนกลับกลอกว่า

﴿ يَسْتَخْفُونَ مِنَ النَّاسِ وَلَا يَسْتَخْفُونَ مِنَ اللَّهِ وَهُوَ مَعَهُمْ إِذْ يُبَيِّتُونَ مَا لَا يَرْضَى مِنَ الْقَوْلِ وَكَانَ اللَّهُ بِمَا يَعْمَلُونَ مُحِيطًا ﴾

     “พวกเขาจะปกปิดให้พ้นจากมนุษย์ได้ แต่พวกเขาจะปกปิดให้พ้นจากอัลลอฮฺนั้นไม่ได้ โดยที่พระองค์ร่วมอยู่ด้วยกับพวกเขาขณะที่พวกเขาวางแผนกันเวลากลางคืน ซึ่งคำพูดที่พระองค์ไม่ทรงพอพระทัย และอัลลอฮฺนั้นทรงล้อม ไว้เสมอซึ่งสิ่งที่พวกเขากระทำกัน”

รายงานหะดีษจากท่าน เซาบาน จากท่านนบี  กล่าวว่า 

     “เพิ่งรู้เถิดว่า มีกลุ่มชนหนึ่งจากประชาชาติของฉัน พวกเขามาในวันกียามะ ความดีเท่ากับภูเขาสูงตระง่า และอัลลอฮฺทรงทำให้มันกลายเป็นฝุ่นที่ปลิวว่อน”

     ท่านเซาบานกล่าวกับท่านนบีว่า “จงบอกลักษณะกลุ่มชนนี้ ว่า เป็นอย่างไร เพื่อว่าพวกเรานั้นจะไม่เป็นหนึ่งในกลุ่มชนนั้น ซึ่งพวกเราไม่รู้”

     ท่านนบี  กล่าวว่า “พวกเขาคือพี่น้องของพวกท่าน สีผิวเดียวกับพวกท่าน พวกเขาปฏิบัติในยามค่ำคืนเหมือนพวกท่าน แต่ทว่าพวกเขานั้นกระทำบาป ความหายนะจะประสบแก่พวกเขา”

(อิบนุมาญะฮ์)

อัลลอฮ์ ได้ตรัสในซูเราะห์ อัรเราะฮ์มาน อายะฮ์ที่ 46 ความว่า 

“และสำหรับผู้ที่ยำเกรงต่อการยืนหน้าพระพักตร์แห่งพระเจ้าของเขา(เขาจะได้)สวนสวรรค์สองแห่ง”

(สำหรับตนเองและสำหรับครอบครัวด้วย)

♦ จะต้องยำเกรงต่ออัลลอฮฺทั้งในที่ลับและเปิดเผย

หะดีษ ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า 

      “จงห่างไกลจากสิ่งสกปรกโสมมสิ่งที่ผิดหลักการศาสนาทั้งหลายที่อัลลอฮฺ ได้ห้ามไว้ และเมื่อผู้ใดได้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากสิ่งที่ห้ามดังกล่าวก็จงปกปิดมันไว้ (เพราะอัลลอฮฺให้ปกปิดเรื่องนั้นมิให้ผู้อื่นรู้ยกเว้นตัวเขาเอง)”

(อะห์มัด)

     จากอบูซัรรฺ (ญุนดุบ บินญุนาดะฮฺ) และอบูอับดุรเราะฮฺมาน (มุอ๊าซ บินญะบัล) ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา จากท่านร่อซูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

(( اتَّقِ اللهَ حَيْثُمَا كُنْتَ ، وَأَتْبِعِ السَّيِّئَةَ الْحَسَنَةَ تَمْحُهَا ، وَخَالَقِ النَّاسَ بِخُلُقٍ حَسَنٍ ))

     “จงยำเกรงอัลลอฮฺไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด และจงตามหลังความชั่วด้วยการทำดี มันย่อมลบล้างได้ และจงคบเพื่อนมนุษย์ด้วยกริยามารยาทที่ดีงาม”

หะดีษนี้บันทึกโดยติรมิซีย์ ซึ่งกล่าวว่าเป็นหะดีษหะซัน และในต้นฉบับบางเล่ม (ของติรมิซีย์) กล่าวว่า เป็นหะดีษหะซันเศาะฮีฮฺ

♦ จะต้องตรวจสอบข่าวและข้อมูล

           มารยาท ที่สำคัญของการ ใช้ อินเตอร์เน็ตจะต้องตรวจสอบข่าวและข้อมูล ที่มาและแหล่งข้อมูลว่ามีความเชื่อถือและจริงเท็จแค่ไหน เพื่อป้องกันจากการใส่ร้ายและการกล่าวหาผู้อื่นโดยมิชอบ อัลลอฮ์กล่าวว่า

﴿ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا إِنْ جَاءَكُمْ فَاسِقٌ بِنَبَأٍ فَتَبَيَّنُوا أَنْ تُصِيبُوا قَوْمًا بِجَهَالَةٍ فَتُصْبِحُوا عَلَى مَا فَعَلْتُمْ نَادِمِينَ ﴾ [الحجرات: 6]،

     “โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย ! หากคนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด หาไม่แล้วพวกเจ้าก็จะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้เสียใจในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไป”

           เราเห็นบ่อยครั้งจากข่าวโคมลอย การเท็จที่มันแพร่กระจายในเว็ปไซด์ อินเตอร์เน็ต ฉะนั้นหากผู้ใดนำข่าวที่ไม่มีมูลความจริงและนำไปบอกต่อๆ เข้าข่ายการโกหก หลอกลวงผู้อื่น ฉะนั้นผู้ที่เป็นมุสลิมผู้ศรัทธาจะต้องตรวจสอบแหล่งข้อมูลให้ดีเสียก่อนที่จะนำไปเผยแพร่

♦ จะต้องใช้อินเตอร์เน็ตตามความจำเป็นและเหมาะสม

           ความสำคัญและคุณค่าของเวลา และได้ประกาศว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องถูกสอบสวนเกี่ยวกับการใช้เวลาของเขาในวันกิยามะฮฺ ท่านมุอาซ บินญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า

«لاَ تَزُولُ قَدَمَا عَبْدٍ يَوْمَ الْقِيَامَةِ حَتَّى يُسْأَلَ عَنْ أَرْبَعٍ : عَنْ عُمُرِهِ فِيمَا أَفْنَاهُ، وَعَنْ جَسَدِهِ فِيمَا أَبْلاَهُ، وَعَنْ مَالِهِ مِنْ أَيْنَ اكْتَسَبَهُ وَفِيمَا وَضَعَهُ، وَعَنْعِلْمِهِ مَاذَا عَمِلَ فِيهِ»

     “ในวันกิยามะฮฺสองเท้าของบ่าวแต่ละคนจะไม่เคลื่อนจนกว่าเขาจะถูกสอบสวนเกี่ยวกับ 4 ประการ

1. เกี่ยวกับอายุของเขาว่า เขาใช้หมดไปในทางใด

2. เกี่ยวกับร่างกายของเขาว่า เขาใช้งานทางใด

3. เกี่ยวกับทรัพย์สินของเขาว่า เขาได้มาอย่างไรและใช้จ่ายไปในทางใด

4. เกี่ยวกับความรู้ของเขาว่า เขานำมันไปปฏิบัติอย่างไร”

(บันทึกโดยอัฏเฏาะบะรอนียฺ ชัยคฺอัล-อัลบานีย์กล่าวว่า เป็นหะดีษเศาะฮีหฺลิฆ็อยริฮฺ)

          ท่านนบี  ได้แจ้งอีกว่า เวลานั้นคือความโปรดปราน (นิอฺมะฮฺ) ของอัลลอฮฺประเภทหนึ่งที่มีต่อทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมา ดังนั้น ผู้เป็นบ่าวจึงเป็นต้องขอบคุณ (ชุกูร) ในความโปรดปรานดังกล่าว หากไม่แล้ว ความโปรดปรานที่มีก็จะถูกเพิกถอนและสูญหายไปในที่สุด การขอบคุณในความโปรดปรานของเวลากระทำได้ด้วยการใช้มันในหนทางที่เกิดการภักดีต่ออัลลอฮฺ และใช้ประโยชน์จากมันด้วยกับการทำอามัลที่ดี

ท่านนบี  ได้กล่าวเรื่องนี้ว่า

«نِعْمَتَانِ مَغْبُونٌ فِيهِمَا كَثِيرٌ مِنْ النَّاسِ الصِّحَّةُ وَالْفَرَاغُ»

     “ความโปรดปราน (นิอฺมะฮฺ) สองประการที่มนุษย์ส่วนมากมักจะปล่อยให้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ นั่นคือ การมีสุขภาพที่ดีและการมีเวลาว่าง ”

( บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์)

ท่านอิบนุลเญาซีย์กล่าวว่า

          “มนุษย์จำเป็นต้องทราบถึงความประเสริฐและคุณค่าของเวลาที่มีอยู่ ดังนั้น เขาก็จะไม่ปล่อยให้เสี้ยวหนึ่งของช่วงเวลาสูญเสียไปในหนทางที่ไม่ก่อให้เกิดความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ และเขาจะดำเนินเวลาของเขาให้หมดไปกับความดีงามตลอดไปทั้งจากคำพูดและการกระทำ และเจตนาของเขาให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี โดยไม่รู้สึกอ่อนล้าและท้อแท้ในสิ่งที่ร่างกายของเขาสามารถกระทำได้”

♦ หลีกห่างการเล่นเกม ชิงโชค ชิงรางวัล การโหวตท้ายผล การเล่นการพนัน ต่างๆนาน และสิ่งไร้สาระมากมาย

           มุสลิมทุกคนควรจะต้องระมัดระวัง การมีส่วนร่วมในการใช้อินเตอร์เน็ต เช่น การเล่นเกม การโหวตท้ายผลกีฬาจะต้องละทิ้งสิ่งที่ไร้สาระในชีวิตประจำวันของเราทุกคน

มีรายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะห์ กล่าวว่า ท่านรอซูล กล่าวว่า :

من حسن اسلم المرء تركه ما لايعنيه

“”ส่วนหนึ่งจากความสวยงามของการเป็นมุสลิมของบุคคลหนึ่งก็คือ การที่เขาละเว้นจากสิ่งที่ไร้สาระ””

อีกรายงานหนึ่งระบุว่า :

من إيمان المرء تركه ما لايعنيه

““ส่วนหนึ่งจากการศรัทธาของบุคคลหนึ่งก็คือ การที่เขาละเว้นจากสิ่งที่ไร้สาระ” “

(บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ และอิบนุมาญะห์)

♦ จงระวังคำพูดแบบ ไม่ยังคิด ไม่ทันคิด

รายงานท่านอบูฮูรอยเราะฮ์ ท่านนบี  กล่าวว่า

“سَيَأْتِي عَلَى النَّاسِ سَنَوَاتٌ خَدَّاعَاتُ، يُصَدَّقُ فِيهَا الْكَاذِبُ، وَيُكَذَّبُ فِيهَا الصَّادِقُ، وَيُؤْتَمَنُ فِيهَا الْخَائِنُ، وَيُخَوَّنُ فِيهَا الْأَمِينُ، وَيَنْطِقُ فِيهَا الرُّوَيْبِضَةُ”،قِيلَ: وَمَا الرُّوَيْبِضَةُ؟ قَالَ: “الرَّجُلُ التَّافِهُ يتكلم فِي أَمْرِ الْعَامَّةِ”

       มียุคหนึ่งมาถึงมีแต่ผู้คนหลอกลวง บิดพลิ้ว คนโกหกหลายคนพูดจริง และคนพูดจริงกลายเป็นคนโกหก และคนที่รับการไว้วางใจกลายเป็นคนบิดพลิ้ว คนที่บิดพลิ้วกลายเป็นคนได้รับการไว้วางใจ การพูดในแบบของคนเลี้ยงแกะ

มีคนถามขึ้นมาว่า “อะไรการพูดแบบของคนเลี้ยงแกะ”

ท่านนบีกล่าวว่า “ชายที่ชอบพูดแบบไม่ยังคิด นึกจะพูดก็พูด”

( อะหมัด ซ่อเฮี้ยะ อัลนาบีย์)

          มนุษย์ส่วนมากที่ใช้การสนทนาต่างๆนานาบนโลกโลกโซเชียล อินเตอร์เน็ต จะต้องระมัดระวังการใช้คำพูดในเรื่องต่างๆ บางทีมันอาจทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นๆ ผู้ที่เป็นมุสลิมจะต้องใช้คำพูดเกิดประโยชน์และชักจูงไปสู่ความดีงามต่างๆ หรือ สนทนาเพื่อเสริมการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในประเด็นต่างๆของศาสนา

﴿ وَقُلْ رَبِّ زِدْنِي عِلْمًا ﴾

“และจงกล่าวเถิด“ข้าแต่พระเจ้าของข้า พระองค์ขอพระองค์ทรงโปรดเพิ่มพูนความรู้แก่ข้าพระองค์ด้วย”

﴿ وَالْبَاقِيَاتُ الصَّالِحَاتُ خَيْرٌ عِنْدَ رَبِّكَ ثَوَابًا وَخَيْرٌ مَرَدًّا ﴾

“และการงานที่ดีที่ยั่งยืนนั้นดียิ่ง ณ ที่พระเจ้าของเจ้าในการตอบแทนรางวัล และดียิ่งในการกลับ(ไปสู่พระองค์)

♦ จะต้องใช้สื่อ อินเตอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองและสังคม

          มุสลิมจะต้องใช้อินเตอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองและสังคม เช่น ใช้เพื่อการศึกษาหาความรู้ ค้นคว้างานวิจัย อ่านบทความศาสนา ฟัตวาต่างๆ แม้กระทั่งการใช้ทำธุรกิจซึ่งถูกต้องตามหลักการของศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการการทำงานเผยแพร่ศาสนาอิสลามบนโลกออนโลน์ซึ่งเป็นสื่อที่มีความสำคัญและบทบาทอย่างมากในโลกปัจจุบันนี้

อัลลอฮฺ ตรัสว่า

قُلْ هَٰذِهِ سَبِيلِي أَدْعُو إِلَى اللَّهِ عَلَىٰ بَصِيرَةٍ أَنَا وَمَنِ اتَّبَعَنِي وَسُبْحَانَ اللَّهِ وَمَا أَنَا مِنَ الْمُشْرِكِينَ

     “จงกล่าวเถิด(มูฮำหมัด) นี่คือแนวทางของฉัน ฉันเรียกร้องไปสู่อัลลอฮอย่างประจักษ์แจ้งทั้งตัวฉันและผู้ปฏิบัติตามฉัน และมหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮ ฉันมิได้อยู่ในหมู่ตั้งภาคี”

(ยูซูฟ : 108)

http://www.islammore.com/view/4463

จง มี ความ ละ อาย

โดย อบู อาบิดิน

“ผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดินต่างก็วอนขอต่อพระองค์ พระองค์ทรงมีภารกิจทุกวัน”

(อัรเราะฮฺมาน 55 : 29)

          พี่น้องผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺทั้งหลาย จงเกรงกลัวอัลลอฮฺเถิด จงมีความละอายต่ออัลลอฮฺ พึงรู้เถิดว่า อัลลอฮฺกำลังเฝ้าจับตามองตรวจสอบท่านอยู่ ไม่ว่าท่านจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม พระองค์ทรงได้ยิน ทรงรู้ ทรงเห็น ฉะนั้น อย่าได้แอบฝ่าฝืนทำความชั่ว โดยนึกว่าจะรอดพ้นไปจากความรอบรู้ของพระองค์ไปได้ เพราะอัลลอฮฺนั้น ทรงรอบรู้ ทรงเห็นทรงได้ยิน ทั้งในที่เร้นลับ และที่เปิดเผย

          ความละอายนั้น เป็นเรื่องที่ได้รับสรรเสริญ เพราะจะยับยั้ง มิให้กระทำสิ่งที่ไม่สมควร ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

“แท้จริง ความละอายนั้น จะไม่นำสิ่งใดมา นอกจากความดีเท่านั้น”

(บันทึกโดย อิมาม อัลบุคอรีย์และอิมามมุสลิม)

          ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังบอกอีกว่า ความละอายนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา มีรายงานจาก อบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

     “การอีมานศรัทธานั้นมีถึง 60 – 70 กว่าแขนง ที่ประเสริฐที่สุด คือ ถ้อยคำที่ว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ”

     และน้อยที่สุด ก็คือ การขจัดสิ่งที่เป็นอันตรายออกจากถนนหนทาง และความละอายนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา”

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์และอิมามมุสลิม)

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะซัลลัม ชี้ให้เห็นว่า ความละอายนั้นเป็นมารยาทอันสูงส่ง

อิมาม อิบนิล กอยยิม ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า “ความละอายนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต”

          ความละอายที่มีอยู่ในหัวใจนี่เอง ทำให้ชีวิตเกิดพลังแห่งความมีมารยาท และการไม่มีความละอายนี่เองทำให้หัวใจตายด้าน คราใดที่จิตใจมีชีวิตชีวา ก็จะทำให้ความละอายมีอยู่ครบถ้วน ดังนั้น ความละอายที่แท้จริงนั้นนับเป็นมารยาท ทำให้ละทิ้งสิ่งที่น่ารังเกียจ และหักห้ามมิให้กระทำสิ่งไม่ดีไม่งาม (มุนกัร)

          ความละอายนั้นมีทั้งในระหว่างผู้เป็นบ่าว และพระเจ้าของเขา ความละอายของบ่าวคือ ละอายที่พระเจ้าของเขาเห็นการทำชั่วของเขา การกระทำที่ขัดกับคำสั่งของพระองค์ และความละอายระหว่างผู้เป็นบ่าวกับมนุษย์ด้วยกันส่วนความละอายระหว่างผู้เป็นบ่าวกับพระเจ้าของเขานั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้อธิบายไว้ในฮะดิษมัรฟู๊อฺ ซึ่งปรากฏในสุนันอัตติรมิซีย์ แจ้งว่า

     ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า“ท่านทั้งหลาย จงละอายต่ออัลลอฮฺ ให้สมกับความละอายที่แท้จริงเถิด 

     บรรดาซอฮาบะฮฺกล่าวว่า โอ้ ท่านร่อซูลุลลลอฮฺ พวกเราก็มีความละอายอยู่แล้ว 

     ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ไม่ใช่เช่นนั้น แต่ทว่า

ใครที่ละอายต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริงแล้วละก็ เขาจะต้องรักษาศีรษะของเขา และสิ่งที่อยู่ในนั้น

เขาจะรักษาท้องของเขาและสิ่งที่อยู่ในนั้น และเขาจะรำลึกถึงความตาย

และใครที่ต้องการโลกอาคิเราะฮฺ เขาต้องละทิ้งสิ่งประดับแห่งโลกดุนยานี้

ดังนั้น ถ้าใครทำได้เช่นนั้น ก็เท่ากับว่าเขามีความละอายต่ออัลลออฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา อย่างแท้จริง”

(บันทึกโดย อิมามอะฮฺมัดและอัตติรมิซีย์)

          ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้แจกแจงเครื่องหมายของความละอายต่ออัลลอฮฺในฮะดิษนี้ นั่นก็คือการระมัดระวังอวัยวะทั้งร่างกาย มิให้ไปฝ่าฝืนกระทำความชั่ว และให้รำลึกถึงความตาย และอย่าไปหลงติดกับโลกดุนยา

มีปรากฏในฮะดิษอื่นๆ อีกว่า

“แท้จริง ผู้ใดที่ละอายต่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ก็จะทรงละอายต่อเขา”

           การละอายของพระผู้เป็นเจ้าต่อบ่าวของพระองค์นั้น นับเป็นการละอายที่มีเกียรติ เป็นคุณความดี เพราะพระองค์ผู้ทรงเกียรติ ผู้ทรงสูงส่ง ทรงชีวิต ทรงใจบุญ ทรงละอายต่อบ่าวของพระองค์ หากเมื่อเขายกมือขึ้นขอต่อพระองค์แล้วมิได้รับอะไรกลับไปเลย และอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงละอายในการที่จะทรงลงโทษคนชราที่มีชีวิตยืนยาวนานอยู่ในศาสนาอิสลามแต่ก็ยังคงกระทำการฝ่าฝืนพระองค์อยู่

           สำหรับความละอายระหว่างผู้เป็นบ่าวกับมนุษย์ด้วยกันนั้น เป็นการป้องกันมิให้มีการกระทำที่ไม่สมควร ที่น่ารังเกียจ ที่ค้านกับมารยาทอันสูงส่ง ดังนั้น ผู้ที่มีความละอายต่ออัลลอฮฺ เขาจะห่างไกลจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงห้ามในทุกสภาพการณ์ ทั้งในขณะที่เขาอยู่กับผู้คน และขณะที่เขาไม่ได้อยู่ต่อหน้าผู้คน และความละอายนี้เป็นการเคารพภักดี(อิบาดะฮฺ) ต่ออัลลอฮฺ เป็นการกลัวเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

           ความละอาย ที่ทำให้รู้จักอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และรู้จักความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และเป็นการใกล้ชิดกับพระองค์ในการอิบาดะฮต่อพระองค์ และความละอายนี้เอง นับว่าเป็นการศรัทธาขั้นสูงสุด และเป็นการทำความดีขั้นสูงสุดอีกด้วย ดังปรากฏในฮะดิษของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จากรายงานของ อบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ที่ว่า

     “อัลอิฮฺซาน คือ การที่ท่านอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ เสมือนกับท่านมองเห็นพระองค์ แม้หากว่าท่านจะมองไม่เห็นพระองค์ แต่พระองค์ทรงมองเห็นท่าน”

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีและอิมามมุสลิม)

           จำเป็นที่ผู้มีความละอายต่อเพื่อนมนุษย์ จะต้องห่างไกลจากสิ่งน่ารังเกียจทั้งมวล ทั้งคำพูดและ การกระทำที่ชั่วร้าย อย่าเป็นคนที่ปากจัด ปากบอน เป็นคนชั่ว เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว หน้าด้าน ไม่มียางอาย การที่เขาละอายต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะเป็นการหักห้ามเขามิให้ก่อความเสียหายต่อภายใน การที่เขาละอายต่อเพื่อนมนุษย์จะเป็นการหักห้ามเขามิให้ก่อความเสียหายต่อภายนอก และจะทำให้เขาเป็นคนดีทั้งภายในและภายนอก ทั้งในที่ลับและในที่เปิดเผย ด้วยเหตุนี้ ความละอายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา 

           ใครที่ไม่มีความละอาย เขาก็จะไม่มีสิ่งฉุดรั้ง มิให้เขากระทำสิ่งที่น่ารังเกียจและกลายเป็นคนที่มีมารยาทที่เลวทราม และกลายเป็นเหมือนกับคนที่ไม่มีการศรัทธา (อีมาน) ใดๆ เลยทั้งสิ้น ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

“แท้จริง สิ่งที่มนุษย์รู้กันมาจากคำพูดของนบีท่านก่อนๆ ก็คือ เมื่อเจ้าไม่ละอาย ก็เชิญทำตามสบายเถิด”

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์)

           หมายความว่า คนที่ไม่ละอาย เขาทำสิ่งชั่วช้าน่ารังเกียจได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ เพราะผู้ที่จะหักห้ามการกระทำดังกล่าวคือ ความละอายนั้นไม่มีอยู่เสียแล้ว และใครที่ไม่มีความอายเขาก็สามารถทำสิ่งชั่วช้า น่ารังเกียจได้ทุกอย่างนั่นเอง

   ♦ คนที่ฟังเพลง ดูหนัง ดูละคร บ้าไปกับบอล ไม่เป็นอันหลับอันนอนจนไม่ได้ละหมาด เพราะอดหลับอดนอนอยู่กับการละเล่น สิ่งไร้สาระ น่าจะสำนึกตัวกันได้แล้ว !

   ♦ ผู้หญิงที่แต่งตัวไม่เรียบร้อย ประเจิดประเจ้อ แต่งตัวคล้ายกับคนเปลือยกายเมื่ออกนอกบ้าน ไม่มียางอาย ใส่น้ำหอม เดินตามท้องถนนศูนย์การค้า น่าจะสำนึกตัวกันได้แล้ว !

   ♦ ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานที่หลบเลี่ยง อู้งาน ต้องคอยให้นายจ้าง ผู้บังคับบัญชาคอยจ้ำจี้จ้ำไชอยู่ตลอดนั้น น่าจะสำนึกตัวกันบ้าง !

   ♦ พวกที่คอรัปชั่น โกงกิน ยักยอก โขมยเงินราษฏร์และเงินหลวง ไม่สนใจความทุกข์ยากของผู้อื่น ไม่ใส่ใจความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ น่าจะรู้สึกตัวกันบ้างได้แล้ว !

   ♦ ผู้ที่โกงกินเงินมรดก ยักยอกเงินของญาติพี่น้อง ไม่สนใจความเดือดร้อนของลูกหลาน โกงที่ดิน โกงส่วนแบ่งที่ไม่ได้ลงทุน ไม่ละอายกันเลยหรืออย่างไร ! 

เพราะถ้าไม่อายก็เชิญตามสบายเถิด !

     พี่น้องผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทั้งหลาย จงเกรงกลัวอัลลอฮฺเถิด อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

     “แท้จริง บรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้าของพวกเขาโดยไม่เปิดเผยออกมาให้เห็น สำหรับพวกเขานั้น จะได้รับการอภัยโทษและจะได้รับรางวัลอันใหญ่หลวง”

     “และไม่ว่าพวกเจ้าจะปกปิดคำพูดของพวกเจ้า หรือเปิดเผยออกมาก็ตาม แท้จริง พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในบรรดาหัวอกทั้งหลาย พระผู้ทรงสร้างจะมิทรงรอบรู้ดอกหรือขณะที่พระองค์คือ ผู้ทรงรอบรู้ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ผู้ทรงตระหนักยิ่งนัก”

(อัลมุลกฺ 67 : 12 – 14)

     “ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงเหล่าข้าพระองค์ ขอต่อพระองค์ ให้มีการยืนหยัดมั่นคงอยู่ในศาสนาของพระองค์ เป็นผู้ที่กตัญญูต่อความกรุณาของพระองค์และให้เป็นผู้ที่อิบาดะฮฺต่อพระองค์เป็นอย่างดี

     ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงให้เหล่าข้าพระองค์ ห่างไกลจากความชั่วช้า ลามก ห่างไกลมารยาทที่เลวทราม น่ารังเกียจทั้งหลายทั้งมวลด้วยเถิด

     ขอพระองค์ ทรงชี้นำเยาวชนคนหนุ่มสาวของเราสู่หนทางอันเที่ยงตรงด้วยเถิด

     ขอพระองค์ ทรงตอบแทนสิ่งที่ดีงามในกิจการงานทั้งหลายทั้งปวงของเราด้วยเถิด

     ขอพระองค์ทรงตอบแทนรางวัลให้กบเราในโลกดุนยานี้ และให้ได้รอดพ้นจากการลงโทษของพระองค์ในโลกอาคิเราะฮฺด้วยเถิด

     ขอพระองค์ทรงตอบรับดุอาอฺของเราด้วยเถิด”

ที่มา : อนุสรณ์งานประจำปี โรงเรียนมุสลิมวิทยาคาร 28 มกราคม 2555